Latest Article :
Recent Article
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

นางเอกและนางร้ายประจำออฟฟิศ



ในโลกนี้มีคนอยู่รวมกันหลากหลายประเภท ต่างคนต่างอุปนิสัย ในองค์กรก็เช่นกัน ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่และมีคนจำนวนมากรวมอยู่ด้วยกันแล้ว ยิ่งมีความหลายหลายทางพฤติกรรมและการแสดงออก ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของปัญหาต่างๆ ที่อาจมากขึ้นทวีคูณ และเมื่อพูดถึงความหลากหลายทางพฤติกรรมแล้วคงหนีไม่พ้นปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และยังมีปัญหาด้านภาษาและวัฒนธรรมอื่นๆ ยิ่งถือเป็นอุปสรรคในการทำงานที่สามารถก่อความวุ่นวายได้ไม่น้อย
 
เรื่องนางเอก นางร้ายประจำออฟฟิศ ก็เป็นอีกหนึ่งในหัวข้อชวนหัวประจำชาวออฟฟิศ แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า จะใช้วิธีการแสดงออกของแต่ละคนมาตัดสินความเป็นนางเอกหรือนางร้ายเพียงอย่างเดียวได้ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่การแสดงออกของคนอาจทำให้เราอ่านคนๆ นั้นจากผิดเป็นถูก หรือถูกเป็นผิดได้ เพราะคนส่วนใหญ่มักมองคนอย่างหลวมๆ เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ทำให้อาจสับสนระหว่างพฤติกรรม เจตนา และ การแสดงออกของคนๆ นั้นได้ วันนี้ jobsDB ขอเสนอมุมมองในการเลือกพิจารณาอุปนิสัยระหว่างนางเอกและนางร้ายในองค์กรคร่าว ๆ ดังนี้
1.   นางร้ายที่มีพฤติกรรมร้าย เจตนาร้าย การแสดงออกร้าย นางร้ายประเภทนี้จัดอยู่ในหมวด คนที่แรงจัด ชัดเจน ชนิดที่เรียกว่าร้ายให้โลกรู้ ถ้าเจอคนแบบนี้ ก็ถือว่าคุณโชคดีมาก เพราะคุณจะได้สัมผัสรัศมีความร้ายกาจของหล่อนได้ในทันที ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจและเห็นพฤติกรรมของเจ้าหล่อนอย่างแจ่มชัด ไม่ต้องรู้สึกสับสนเลยว่า หล่อนร้าย หรือดี หากเจอเมื่อไหร่ ก็สามารถกระโจนหนีได้ทันที เพราะหากไม่หนีอาจต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เจ็บหนักแน่นอน
2.   นางร้ายที่หวังดีแม้มีพฤติกรรมร้าย การแสดงออกร้าย แต่แฝงไปด้วยเจตนาดี นางร้ายประเภทนี้แม้ภายนอกจะดูร้าย แต่ถ้าคบไปนานๆ อาจไม่เป็นอย่างที่คิด ต้องลองคุยด้วยบ่อย ๆ ถ้าดูแล้วเจ้าหล่อนแค่ปากร้าย แต่มีเจตนาที่แสนดี ถือว่าเป็นโชคดีของคุณที่ได้รู้จัก เพราะนอกจากจะไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคมแล้ว หล่อนมักมีมุมตลกและช่วยสร้างสีสันให้ออฟฟิศได้เสมอ ฉะนั้นเวลาเจอคนประเภทนี้ อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินว่าหล่อนเป็นคนไม่ดีตั้งแต่แรกเห็น เพราะคุณอาจเสียคนดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไปก็เป็นได้
3.  นางร้ายกาจที่มีพฤติกรรมร้าย แม้จะแสดงออกดี แต่เจตนาที่แท้จริงนั้นจัดว่าน่ากลัวคนประเภทนี้ดูเผินๆ อาจดูไม่ออกว่าร้ายหรือไม่ เพราะถึงแม้คาแรคเตอร์ร้าย แต่อาจเป็นคนพูดจาอ่อนหวานกลบเกลื่อนได้ดี จึงควรมองที่เจตนาก่อนเป็นสำคัญ เพราะคนบางคนอ่านยากจริงๆ กว่าเราจะแยกออกว่าแบบนี้มาดีหรือมาร้าย เรามักจะผ่านการถูกทำร้ายจากคนประเภทนี้ไปก่อนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง จากนั้นเราจะตัดสินใจได้ทันที ว่าหล่อนผู้นี้แหละที่ “ร้ายลึก”
4.   นางฟ้าที่มีพฤติกรรมเป็นแม่พระของสังคม เจตนาดี การแสดงออกดีคนประเภทนี้มักจัดอยู่ในหมวดนางฟ้า นางสวรรค์ ทำอะไรก็ดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา กิริยา วาจา หรือแม้แต่เจตนา ในปัจจุบันอาจโดนมองว่าเป็นคนโลกสวย ถ้าใครเจอละก็ รีบไปคบหาเธอผู้นี้โดยไว รับรองคุณจะสบายอกสบายใจว่าได้มีเพื่อนร่วมงานดีๆ แต่ขอบอกก่อนว่านางฟ้าแบบนี้หาได้ยากมาก และคุณอาจต้องออกตัวแรงเพื่อปกป้องเธอเป็นบางเวลาเสียด้วย เพราะเธออาจแสนดีจนโดนเหล่านางร้ายประจำออฟฟิศกลั่นแกล้งก็เป็นได้
5.   นางฟ้าบ้าบิ่นแม้จะมีพฤติกรรมเป็นนางฟ้า แฝงด้วยเจตนาดี แต่การแสดงออกช่างขัดแย้งเสียจริง คนประเภทนี้มักจัดอยู่ในกลุ่มพวกสวยผ่าซาก แม้จะมีหน้าตาสวย เจตนาดี แต่อาจพูดจาออกแนวห้าวๆ แต่ก็ถือว่าน่าคบหาไม่น้อย เพราะน่าจะรับบทปลอบใจได้ดีเวลาที่เรารู้สึกต้องการที่ปรึกษาหรือคนรับฟัง ที่สำคัญคนประเภทนี้มักจะสร้างสีสันในออฟฟิศได้ไม่น้อย จึงมักจะเป็นที่รักของคนในออฟฟิศ และมักจะเปล่งประกายในสายตาหนุ่มๆ อีกด้วย
6.  นางฟ้าตบตา คนที่มีพฤติกรรมเป็นนางฟ้า การแสดงออกดี แต่แฝงด้วยเจตนาร้ายสุดคนประเภทนี้ น่ากลัวมากไม่ต่างอะไรกับคนที่ร้ายกาจทั้งเจตนาและการกระทำตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ คนทั่วไปจะโดนเจ้าหล่อนปั่นหัวเสียจนมองไม่ออกเลยว่าหล่อนเป็นเจ้าแม่แอ็บแบ๊วที่ลึกๆ แล้วร้ายสุดขั้ว คนแบบนี้ควรหนีให้ไกลที่สุด และจะโชคดีมากถ้าคุณสามารถสัมผัสได้ถึงความร้ายกาจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส มิเช่นนั้นคุณอาจตกเป็นเหยื่อที่โดนหลอกล่อ และแทงข้างหลังอยู่นานสองนาน ซึ่งคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด!!
 
จะเห็นได้ว่า แม้จะมีความพยายามแบ่งกลุ่มคนออกตามประเภทต่างๆ ตามข้างต้นแล้ว ก็ยังไม่สามารถจำแนกคนที่สามารถพบเจอในองค์กรไว้ได้ทั้งหมด เพราะแต่ละคนต่างมีอุปนิสัย และการแสดงออกที่แตกต่างกันไป และการพยายามทำให้คนใดคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวเองนั้นก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน ดังนั้นการเรียนรู้อุปนิสัยคน การอ่านพฤติกรรมของคนให้แตก จึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาและนำมาใช้ในชีวิตการทำงานให้เกิดประโยชน์กับตนเองที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากผู้ที่ประสงค์ร้ายอีกทางหนึ่งด้วย
{[['']]}

Work Hard หรือ Work Smart



ปัจจุบันหนุ่มสาวออฟฟิศนิยมทำงานแบบ Work Smart เพราะช่วยให้คนทำงานมีความคิดสร้างสรรค์ไม่เคร่งเครียดกับงานมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็มีบางส่วนมองว่า การทำงานแบบ Work Hard คือความตั้งใจทุ่มเทให้งาน ทำให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณอยากรู้ไหมว่าคนทำงานส่วนใหญ่ควรจะทำงานแบบไหนถึงจะก้าวไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน วันนี้ jobsDB.com มีคำตอบ
 
เช็คลิสต์คุณทำงานแบบ Work Hard  หรือเปล่า
• มาทำงานเช้าตรู่และมักจะกลับบ้านดึก ๆ หรืออยู่เป็นคนสุดท้ายของออฟฟิศ
ในขณะที่คนทำงานคนอื่นๆ ทยอยกันกลับบ้าน แต่คนทำงานแบบ Work Hard จะยังคงนั่งปั่นงานต่อไป เพราะคนทำงานประเภทนี้จะมีงานเยอะอยู่ตลอดเวลา ทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จ ก็จะมีงานชิ้นอื่นๆ ต่อคิวให้ทำอีกหลายต่อหลายชิ้น จนทำให้คนทำงานแบบ Work Hard ต้องอยู่ทำงานต่อที่ออฟฟิศจนดึก หรือ ประเภทมาเช้ากลับดึก 
• ชอบเอางานกลับไปทำต่อที่บ้านอย่างวันเสาร์ – อาทิตย์
ถึงแม้จะอยู่ทำงานที่ออฟฟิศจนดึก แต่งานก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ คนทำงานแบบ Work Hard จึงต้องหอบงานกลับไปทำต่อที่บ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางคืนหลังจากที่กลับมาจากออฟฟิศแล้ว หรือแม่แต่วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างวันเสาร์-อาทิตย์ คนทำงานแบบ Work Hard ก็ยังคงเคลียร์งานต่อไปอย่างขะมักเขม้น
• ให้ความสำคัญกับงานเหนือสิ่งอื่นใด
การทำงานนี่แหละใช่ที่สุด สำหรับคนทำงานแบบ Work Hard ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่างานแล้วอีกแล้ว ใครจะไปไหน ทำอะไรก็ตาม แต่คนทำงานประเภทนี้ทำงานดีกว่า ไม่ค่อยให้เวลากับ แฟน ครอบครัว หรือคนรอบตัว
• ตั้งใจ ใส่ใจ ทุ่มเทแรงกายอย่างเต็มที่เพื่อให้งานออกมาสำเร็จตามเป้าหมาย
คนทำงานแบบ Work Hard จะทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ ถ้างานยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ก็จะยังคงทำงานต่อไป เพื่อให้งานลุล่วงไปได้
 
ผลจากการทำงานแบบ Work Hard 
• งานสำเร็จตามเป้าหมาย - เมื่อคุณทำงานอย่าง Work Hard แล้ว งานของคุณสำเร็จตามเป้าหมายแน่นอน
• ได้รับคำชื่นชมจากหัวหน้างาน - เมื่อผลงานสำเร็จ หัวหน้างานเห็นผลงานของคุณเป็นที่น่าพอใจ คุณก็จะได้รับคำชมจากหัวหน้างาน
• ได้รับการประเมินผลงานเป็นที่น่าพอใจ - เมื่อผลงานที่คุณทำด้วยความทุ่มเทอย่างเต็มที่ สำเร็จตามเป้าหมาย หรือเกินเป้ามายที่วางไว้ การประเมินผลงานก็จะเป็นที่น่าพอใจตามไปด้วย
• ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้างาน - คุณจะได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้างาน และคุณอาจได้รับมอบหมายงานที่ท้าทาย และสนุกกว่าเดิม
• ไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการทำงาน - คนทำงานแบบ Work Hard ทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ จึงไม่ค่อยมีเวลาให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ถ้าหาเวลาพักผ่อนได้ไม่ว่าจะเป็นพักผ่อนทางกาย หรือพักผ่อนทางใจก็ควรหาเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้าง
• สุขภาพเสื่อมโทรมจากการนอนน้อย นอนดึก และทานอาหารไม่เป็นเวลา - เมื่อทำงานแบบ Work Hard ไปเรื่อยๆ สุขภาพจะโทรมจากการนอนน้อย นอนดึก และทานอาหารไม่เป็นเวลา เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทำงาน ควรทานอาหาร พักผ่อนให้เป็นเพียงพอ และเป็นเวลา เพื่อสุขภาพที่ดี และสามารถทำงานที่คุณรักได้อย่างมีความสุข
• ไม่มีเวลาเหลือสำหรับการดูแลตัวเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง - คนทำงานแบบ Work Hard เห็นว่างานสำคัญที่สุด เวลาทั้งหมดจึงทุ่มให้กับการทำงาน ไม่มีเวลาสำหรับการดูแลตัวเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง ลองหาเวลาว่างในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์เพื่อดูแลสุขภาพตัวคุณเอง หรือพาคนในครอบครัวไปรับประทานอาหารร่วมกัน อย่างน้อยก็ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพลังในการทำงานให้กับตัวคุณเองได้เป็นอย่างดี
 
แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าทำงานแบบ Work Smart
• เข้างาน เลิกงานตามเวลาออฟฟิศ
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน คนทำงานแบบ Work Smart จะเก็บของกลับบ้านทันที แต่อย่าเพิ่งมองว่าคนประเภทนี้ไม่ใส่ใจการทำงาน แต่พวกเขารู้จักจัดสรร บริหารเวลาระหว่างเวลาการทำงาน และเวลาส่วนตัวได้อย่างสมดุล
• วิเคราะห์ จัดเรียงตามลำดับความสำคัญของงาน และวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ
คนทำงานแบบ Work Smart มีความสามารถในการจัดสมดุลชีวิตกับงานของตัวเองได้ เนื่องจากพวกเขามีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อได้รับมอบหมายงานมาก็จะนำมาวิเคราะห์ จัดเรียงลำดับความสำคัญของงาน กำหนด Timeline และ Deadline เพื่อให้ได้ทราบว่างานอะไรที่ต้องทำก่อนหรือทำหลัง
 
• รู้จักบริหารจัดการงานต่าง ๆ ได้อย่างมีระเบียบ
เมื่อมีการวางแผนการทำงานแล้ว คนทำงานแบบ Work Smart ก็จะสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายมาได้อย่างเป็นระเบียบ ตามขั้นตอน งานที่สำเร็จออกมาก็จะเป็นผลงานที่สมบูรณ์
• ในเวลาทำงานจะเต็มที่กับงานอย่างมาก
ในเวลางานคนทำงานแบบ Work Smart จะเต็มที่กับการทำงาน เพื่อให้งานแต่ละชิ้นสำเร็จตาม Timeline และ Deadline ที่ได้กำหนดไว้ และถ้าหากงานเสร็จก่อนกำหนด คนทำงานพวกนี้ก็ยังสามารถกลับมาตรวจทานงานได้อีกด้วย
 
ข้อดีของการทำงานแบบ Work Smart
• งานสำเร็จตามเป้าหมาย - ผลจากการที่คุณทำงานแบบ Work Smart งานที่ออกมาก็จะสำเร็จตามเป้าหมาย
• ได้คำชมจากหัวหน้างาน - คุณจะได้รับคำชมจากหัวหน้างาน เพราะงานที่คุณทำนั้นออกมาสมบูรณ์เป็นระบบ ระเบียบ
• ได้รับการประเมินผลงานเป็นที่น่าพอใจ -  เพราะคุณทำงานอย่างเป็นระบบ ระเบียบ และผลงานออกมาได้เป็นที่น่าพอใจ เมื่อได้รับการประเมินผลงานก็เป็นที่น่าพอใจด้วยเช่นกัน
• ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้า - การทำอย่างเป็นระเบียบ และมีการวางแผนงานอย่างมีระบบ คุณจึงได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้า และคุณอาจได้รับมอบหมายงานที่ซับซ้อน และท้าทายมากกว่าเดิมจากหัวหน้างานของคุณ
• มีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับไปพักผ่อนหรือไปหากิจกรรมพัฒนาตนเองด้านอื่นๆ -  มีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับไปพักผ่อนหรือไปหากิจกรรมพัฒนาตนเองด้านอื่น ๆ
• มีวิธีจัดการกับความเครียดได้ดี ไม่เครียดสะสม เพราะเมื่อเลิกงานก็จะไม่เอาเรื่องงานกลับมาคิด
• มีเวลาออกกำลังกาย และทานอาหารตรงตามเวลา
• บริหารงานเป็น ชีวิตดี มีความสุข
• รู้จักวิเคราะห์ปัญหา สามารถบริหารและจัดการปัญหาได้ดี
•
มาถึงตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าการทำงานทั้งแบบ Work Hard และ Work Smart ต่างก็มีข้อดีด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นหากต้องการทราบว่าแบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ ก็ควรเช็คตัวคุณเองก่อนว่ามีไลฟ์สไตล์แบบไหน และถ้าให้ดีก็ควรนำจุดเด่นของทั้งสองแบบมาผสมผสานกันโดยทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่ เน้นการจัดสรรงานให้เป็นระบบ คิดวิเคราะห์ก่อนลงมือทำ โดยไม่ลืมที่จะใส่ใจสุขภาพของคุณด้วยน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
{[['']]}

5 วิธีรับมือเมื่อเจอขาใหญ่ในออฟฟิศ


ปัญหาเรื่อง “ขาใหญ่” หรืออีกนัยหนึ่งสามารถเรียกว่า “เจ้าที่” ในออฟฟิศ เป็นปัญหาธรรมดาสามัญอันดับ 1 ที่พบเจอได้ในเกือบทุกที่ สังเกตได้ว่าลักษณะสำคัญของ “ขาใหญ่” คือ จะทำตัวเป็นกูรูในทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปกิณกะของออฟฟิศ คนนี้ไม่ถูกกับคนนั้น คนนั้นชอบอย่างนี้ และจะชอบข่มคนที่มาทีหลัง วันนี้ jobsDB.com ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ในการใช้รับมือขาใหญ่ประจำออฟฟิศมาฝากกัน
 
1. ทำขาเล็ก
คนที่ชอบทำตัวเป็นขาใหญ่ในออฟฟิศ มักจะอยากให้คนยกย่อง ชื่นชม อยากให้น้องๆ คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่า ถ้าคุณมีโอกาสเข้าไปเป็นน้องใหม่ในออฟฟิศไหน เราขอแนะนำให้คุณทำตัวใสๆ ไปก่อน เป็นขาเล็กของออฟฟิศ ฟังคุณพี่ขาใหญ่พูด หรือจะชื่นชมไปตามความเหมาะสม วิธีนี้ ถือว่าเป็นการรับมือขั้นแรก ที่มักจะได้ผล 
 
2. เอาขาหลบ
ถ้าคุณเจอขาใหญ่ที่รู้จริงก็ดีไป ถือว่าได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่นแล้วเอามาปรับใช้กับตัวเอง แต่หากเจอขาใหญ่อารมณ์โม้ไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เรื่องจริงไม่จริงไม่รู้ขอให้ได้อวด แล้วคุณก็จะเกิดอารมณ์หงุดหงิด รู้สึกรำคาญ ขอแนะนำว่าอย่าไปเถียงตอบ ควรพยายามหลบเลี่ยงการสนทนานอกเหนือจากเรื่องงาน เพราะถ้าเถียงไปเค้าอาจแค้นฝังหุ่น เอาคุณไปเม้าท์ต่อให้เสียชื่ออีก ไม่คุ้มแน่
 
3. สับขาหลอก
ขาใหญ่ประจำออฟฟิศจะชอบแนะนำ ยิ่งคุณเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน เขายิ่งจะชอบกระเซ้าเย้าแหย่ เราขอแนะนำว่าเลือกฟังแต่เรื่องราวที่เป็นประโยชน์กับงานของคุณ ฟังด้วยใจที่เป็นกลาง หากโดนขู่อะไรอย่าเชื่อทั้งหมด ให้ท่องไว้ในใจว่าสิบปากกว่าไม่เท่าตาเห็น อะไรที่เรายังไม่พบเจอด้วยตัวเอง ก็อย่าเพิ่งกลัวไปก่อน เพราะจะทำให้คุณหมดกำลังใจในการทำงาน บางทีคำแนะนำที่ขาใหญ่แนะมา ไม่ตรงกับความรู้สึก หรือไอเดียที่เราคิดไว้ ก็ให้ตอบขอบคุณในคำแนะนำไปก่อน แล้วใช้วิธีสับขาหลอก โดยยึดแนวทางที่คุณอยากทำแทน ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดี อย่าให้ทัศนคติของคนอื่นมามีผลกับเรา
 
4. ยื่นขาสู้
วิธีนี้เราขอแนะนำให้ใช้ในกรณีที่คุณรู้สึกว่าขาใหญ่เริ่มขยับเข้ามาใกล้คุณ หรือก้าวก่ายการทำงานของคุณมากเกินไป ถ้าคุณเริ่มรู้สึกอึดอัด ก็ถอยออกมา แล้วทำตามสิ่งที่คุณคิดว่าถูกหรือดี แม้ว่ามันจะเป็นแนวทางที่ต่างจากขาใหญ่ในออฟฟิศ คำว่าสู้ในทีนี้ไม่ใช่ให้คุณไปท้าสู้ต่อยตี หรือระรานใคร แต่หมายถึง ให้คุณมีจุดยืนในการทำงานของตัวเองแล้วก็ยึดมั่นในจุดยืนนั้น  แนะนำว่า ใช้วิธีการนั้นกับขาใหญ่ที่มายุ่งกับคุณจนเกินพอดีเท่านั้น 
 
5. หาขาของตัวเอง
เชื่อว่าไม่ใช่คุณคนเดียวแน่ๆ ที่เอือมระอาขาใหญ่ในออฟฟิศ ถ้าถึงจุดที่โดนรังแกมากจนไม่ไหวแล้ว ก็ลองเอ่ยปากถามคนอื่นดูว่ารู้สึกแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า สร้างพันธมิตรที่มีแนวคิดคล้ายๆ กันในออฟฟิศก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายแต่อย่างใด จะได้มีคนไว้ให้ปรับทุกข์ ไว้ปลอบใจ และแชร์ความรู้สึกร่วมกัน
{[['']]}

8 นิสัยแบบนี้แหละที่ฉุดรั้งให้การทำงานของคุณย่ำอยู่กับที่



หนุ่มสาวออฟฟิศหลายคนเมื่อทำงานไปสักพักจะเริ่มเกิดความรู้สึกว่าตัวเองยังไปไม่ถึงไหน ทั้งๆที่ตั้งใจทำงานแต่ก็ดูเหมือนว่าตัวเองยังย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้รับการโปรโมทจากหัวหน้างาน ไม่ได้รับการปรับเงินเดือน หรือการที่เด็กรุ่นใหม่ๆ ทำผลงานที่โดดเด่น จนได้รับการเลื่อนขั้นไปมากกว่าคุณ ถ้าเป็นเช่นนั้น jobsDB.com อยากให้คุณลองคิดดูว่าคุณมีนิสัยที่ฉุดรั้งให้การทำงานของตัวเองยังย่ำอยู่กับที่หรือเปล่า
 
1. วิจารณ์ดีเด่น ชอบออกความเห็น
หลายคนเป็นประเภทวิจารณ์ดีเด่น ชอบออกความเห็น แต่ไม่แสดงผลงานอะไรออกมาให้เห็น นิสัยนี้ไม่ดีต่อการพัฒนาตัวเอง หากคุณไม่อยากย่ำอยู่กับที่ต้องหมั่นคิดให้เยอะแล้วลงมือทำทันที
 
2. ทำงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ
มนุษย์เงินเดือนหลายคนทำงานที่ได้รับมอบหมายแบบเดิมๆ ซ้ำๆ จนชิน บางคน 5 ปีที่แล้วเคยทำอย่างไร ปัจจุบันก็ยังทำอย่างนั้นอยู่ จนทำให้เจ้าตัวเกิดความคุ้นชินละเลยการคิดค้นหาวิธีการใหม่ในการทำงาน ฉะนั้นอย่าลืมหาความรู้รอบตัว เพื่อเพิ่มทักษะในการทำงานให้มากขึ้น
 
3. ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจ
นี่เป็นอุปสรรคที่จะฉุดให้คุณไม่ได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน เพราะไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้อย่างเด็ดขาด หลายคนกลัวผลลัพธ์ที่ได้จากการตัดสิน (แม้ว่าจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม) กลัวว่าหากตัดสินใจลงไปแล้วเกิดผิดพลาดจะทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งแนวทางแก้ไขนั้นสามารถทำได้โดยการปรึกษาหัวหน้างานของคุณ โดยเล่าถึงปัญหาและแนวทางในการตัดสินใจ ในช่วงแรกคุณอาจจะยังไม่กล้า แต่หากคุณหมั่นฝึกฝน หมั่นนำเสนอแนวทางการตัดสินใจให้หัวหน้างานทราบบ่อยๆ จะช่วยให้คุณมีความมั่นใจและกล้าตัดสินใจในที่สุด
 
4. พึ่งพาคนอื่นมากเกินไป
หลายคนมีเพื่อนร่วมงานที่ดีคอยช่วยเหลือให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ บางคนได้ทีมที่ดีมีอะไรขาดตกบกพร่องก็จะมีคนอาสาช่วยทำงาน ซึ่งนั่นส่งผลให้คุณติดนิสัยพึ่งพาคนอื่นมากจนเกินไป ลองปรับเปลี่ยนเป็นขอคำแนะนำจากเพื่อนร่วมงาน ค่อยๆ เรียนรู้แล้วหมั่นฝึกทำด้วยตัวเองบ่อยๆ เช่น คุณไม่เก่งเรื่องการจัดการงานที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม Excel แรกๆ อาจจะให้เพื่อนร่วมทีมช่วยสอน ลองดูที่เพื่อนทำ แล้วหัดทำเอง ในช่วงแรก อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่เมื่อทำบ่อยๆ จะเก่งขึ้นเอง
 
5. ไม่มีการวางเป้าหมายในชีวิต
การทำงานโดยไม่มีการวางเป้าหมายในชีวิต คิดแค่ว่าขอให้มีงานทำและทำให้จบไปวันๆ จะทำให้คุณ กลายเป็นคนเฉื่อยชาไม่มีความกระตือรือร้นที่จะคิด หรือสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ใครที่รู้ตัวว่ากำลังเป็นแบบนี้ลองตั้งเป้าหมายในการทำงานดู อาจจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น เช่นภายในหนึ่งเดือน หนึ่งปี จะต้องเพิ่มทักษะการทำงานให้มากขึ้น จนสามารถช่วยหัวหน้างานได้อย่างคล่องแคล่ว หรือภายในหนึ่งปีจะต้องพรีเซนต์งานให้ได้อย่างมืออาชีพ เป็นต้น
 
6. หยุดการขวนขวาย
สำหรับน้องใหม่ไฟแรงมักจะมีแรงกระตุ้นให้อยากทำงาน งานที่ได้รับมอบหมายคือความท้าทาย แต่สำหรับรุ่นพี่บางคนที่ทำงานมาได้ระยะหนึ่งเริ่มจะมีความรู้สึกเฉื่อยชา ไม่มีแรงบันดาลใจหรืออารมณ์ในการทำงาน และสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ การทำเช่นนี้จะฉุดให้คุณกับที่ได้ ลองมองหากิจกรรมเวิร์คช็อปที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณดู เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ใบใหม่ หรือลองลงเรียนคอร์สสั้นๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ และต่อยอดงานที่คุณรับผิดชอบ อาทิคอร์สการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นสูง คอร์สสำหรับผู้นำ หรือคอร์สอบรมการตลาด เพื่อเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
7. ไม่เปิดใจรับฟัง
ชาวออฟฟิศที่ทำงานมานานจะเริ่มมีความรู้สึกว่าฉันรู้ทุกเรื่อง เรื่องงานนี้หรืองานไหนฉันรู้ดีอยู่แล้ว พาลทำให้ไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ และสุดท้ายคุณก็จะย่ำอยู่กับที่ได้ หากคุณอยากก้าวหน้าในการทำงาน ควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะความคิดเห็นของคนอื่น อาจเป็นทางที่ดีกว่าสำหรับการทำงานก็ได้ อย่างที่คำโบราณเค้าบอกว่า หลายหัวดีกว่าหัวเดียว 
 
8. ไม่ลงทุนพัฒนาตัวเอง
คำกล่าวที่ว่า ‘การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด’ ถือเป็นเรื่องจริงที่ใช้ได้เสมอ หนุ่มสาวชาวออฟฟิศบางคนอาจละเลยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยให้เหตุผลว่างานประจำที่ทำอยู่ยุ่งมาก หรือไม่มีเวลาเพียงพอ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแค่จัดสรรเวลาให้เป็น คุณก็จะมีเวลาเหลือสำหรับการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงาน
 
อย่าลืมสำรวจตัวเองว่าคุณมีลักษณะนิสัยที่ว่ามาหรือไม่ เพราะหากคุณมีนิสัยเหล่านี้หลายๆ ข้ออาจจะเป็นสาเหตุหลักให้การทำงานของคุณย่ำแย่ หรืออาจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้รับการโปรโมทจากหัวหน้างาน ไม่เติบโตในสายงานที่ทำอยู่ก็เป็นได้
{[['']]}

Translate

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. tonfolk-trick - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger