Latest Article :
Recent Article
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวเกษตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวเกษตร แสดงบทความทั้งหมด

ภัยแล้ง หายนะแห่งสงครามปี 2050




ว่ากันว่า...ในอีก 30 กว่าปีที่จะถึงนี้ โลกของเราจะมีประชากรเพิ่มขึ้นมาเป็น 9,000 ล้านคน และประชาชนคนส่วนใหญ่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์จะอาศัยอยู่ในเมือง เนื่องด้วยความจำเป็นที่เราต้องคืนผืนที่ป่าให้กับธรรมชาติและสัตว์ป่า เพราะในปัจจุบันเราใช้ทรัพยากรบนโลกใบนี้มากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และอีกเหตุผลหนึ่งคือสังคมเมืองทุกที่จะมีฝุ่นควัน ละออง มลพิษที่ทำให้บรรยากาศโลกของเราเสื่อมโทรมลง ดังนั้นการที่เรานำเกษตรหรือพืชสีเขียวที่สามารถดูดซับจับสารพิษจากก๊าซของเสียในลักษณะหรือรูปแบบต่างๆในอากาศ มาไว้ใกล้ๆ กับต้นเหตุได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์กลไกต่างๆที่ก่อให้เกิดกำเนิดมลภาวะด้วยการปลดปล่อยออกมาในรูปของเสีย ก็จะถูกพืชสีเขียวที่ย้ายมาเพาะปลูกในเมือง ทำการดูดซับกำจัดให้ลดน้อยถอยลงหมดสิ้นไปอย่างเช่น ไอเสียรถยนต์ ฝุ่น ควัน  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แถมยังเป็นการช่วยประหยัดต้นทุนการขนส่ง (logistics) จากนอกเมืองที่ห่างไกลออกไปอีกต่างหาก เพราะผู้คนส่วนใหญ่นั้นจะอาศัยอยู่ในเมืองด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่
ด้วยเหตุนี้นี่เอง จึงเกิดนวัตกรรมเริ่มต้นทางด้านการทำเกษตรแนวดิ่ง (vertical Forest) เกษตรในสังคมเมือง (Urban Forest) อีกรูปแบบหนึ่งตามทฤษฎีความเชื่อของ ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านเป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกแนวคิดของการเกษตรกรรมบนอาคารสูง เพาะปลูกเลี้ยงสัตว์อยู่บนดาดฟ้าหลังคาตึก  ปลูกพืชริมระเบียงที่ตึกหรืออาคารนั้นๆสามารถหมุนรับแสงและรับพลังงานลมให้เปลี่ยนเป็นพลังงานได้ 180 องศา เลี้ยงผึ้ง เลี้ยงปลา ปลูกผักในอาคาร มีการ ใช้หลอด LED ทดแทนพลังงานแสงอาทิตย์  พืชก็สามารถที่จะเจริญเติบโตได้เกือบตลอดฤดูกาล ซึ่งท่านมีความเชื่อเหลือเกินว่าการเกษตรแบบใหม่นี้คือทางรอดของมนุษยชาติ โดยท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า "อีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มจาก 6.2 พันล้านคนไปเป็น 9.5 พันล้าน แต่ตอนนี้เรากลับใช้พื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเกษตรไปแล้วถึง 80% ผมนึกไม่ออกว่าเมื่อถึงตอนนั้น การเกษตรแบบเดิมจะเลี้ยงคนทั้งโลกได้อย่างไร” จะอย่างไรก็ตามความคิดนี้ก็ถือเป็นต้นแบบหรือแนวความคิด ที่ไม่แน่ว่าเราอาจจะเห็นเมืองเกษตรแบบนี้ในไม่อีกกี่สิบปีข้างนี้นี้ก็ได้
จากที่โลกของเรามีประชากรที่เพิ่มมากขึ้นในทุกขณะ แต่ประสิทธิภาพการเพาะปลูกเพื่อเป็นอาหารเกือบทั่วโลกในปัจจุบันเสื่อมถอยน้อยลง  ด้วยสาเหตุส่วนหนึ่งก็คือ ปัญหาจากภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอลณีโญ ลานิณญา สึนามิ หิมะ แม่คะนิ้ง น้ำท่วม ความหนาวเย็น โลกร้อนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน โรคแมลงศัตรูพืชระบาด และที่สำคัญมากๆ ก็คือ ปัญหาเรื่องความ “แห้งแล้ง”  ที่จะทำให้ศักยภาพในการเพาะปลูกหรือผลิตอาหารป้อนชาวโลกดูมืดมน โดยเฉพาะในบ้านเรานั้นภัยแล้งถือเป็นภัยที่คุกคามบั่นทอนศักยภาพการพัฒนาประเทศและการเจริญเติบโตของภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสาระบบของประเทศนี้มีมากกว่าค่อนประเทศ  
เราคงลืมกันไปแล้วว่าบรรพบุรุษของเรานั้นเก่งกาจเรื่องเกษตรเป็นที่สุด พ่อหลวงของเราก็สอนให้เราทำเกษตร แต่ท่านๆ คงไม่ทราบว่าเกษตรนั้นต้องใช้ “น้ำ” เป็นปัจจัยในการเพาะปลูก แต่ทำไมเรายังไม่มีแผนการบริหารจัดการน้ำที่มากเพียงพอต่อการทำอาชีพเกษตรกรรม เรายังไม่มีเขื่อนกักเก็บสำรองน้ำที่เพียงพอ เพราะเราไปมองป่าไม้เป็นเงินตรา ให้มูลค่าในทางมายาดั่งทองคำ ไม่สามารถปรับเปลี่ยน ปรับปรุง แก้ไข ย้ายสถานที่ จึงทำให้เหตุผลที่จะปลูกป่าผืนใหม่ใช้แทนป่าผืนเก่าไม่บรรลุผล จนทำให้ปัญหาการสร้างเขื่อนหรือแก้มลิงในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเพื่อกักเก็บน้ำ มีน้อยเกินไป ไม่เพียงพอที่จะใช้ในการเพาะปลูกหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งสามารถนำพาประเทศของเราให้อุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคตได้  
ป่าต้นน้ำในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต เพราะมีแต่พืชไร่อย่าง อ้อย ข้าวโพด ข้าวไร่ เสียเป็นส่วนมาก พืชไร่เหล่านี้มีรากที่ชอนไชลงสู่ผิวดินได้แค่เพียงระดับตื้นๆ แตกต่างจากป่าดิบชื้น ป่าเบญจพันธุ์ในยุคเก่าก่อนที่สามารถกักเก็บอุ้มน้ำในชั้นผิวหน้าดินไว้ได้ลึกกว่าเป็นเมตรสองเมตร  ดังนั้นจึงทำความสามารถในการกักเก็บน้ำฝนแพ้ผืนดินถิ่นเดิมในอดีต เมื่อฝนตกลงมาชะล้างหน้าดินให้ไหลรี่ปรี่ลงไปสู่เขื่อนอย่างรวดเร็ว จนระดับน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นเกินความสามารถในการกักเก็บทำให้ต้องรีบระบายถ่ายเทปล่อยลงสู่ท้องทะเลก่อนเวลาอันควร เป็นสาเหตุทำให้ขาดแคลนแหล่งน้ำในการเพาะปลูกในคราวที่จำเป็น โดยเฉพาะในช่วงฤดูทำนาปรัง ฤดูแล้ง เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องสั่งห้ามปล่อยน้ำทำนาดังที่เราๆ ท่านๆได้ทราบกันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง
แม้ว่าจะมีบางพื้นที่จะสามารถขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ทดแทนได้  ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดปัญหา ถ้าแหล่งน้ำใต้ดินถูกดูด และสูบขึ้นมาคราวละมากๆ และพร้อมๆกันในคราวเดียว อย่างเช่นในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้เขียนก็ได้รับข้อมูลจาก พี่น้องชาวไร่ชาวนาแถว ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี ซึ่งมีปัญหาสูบน้ำจากบ่อบาดาลจนแห้ง แล้วเกิดปัญหาสูบไม่ขึ้น เนื่องด้วยทุกแห่งหนตำบลในจังหวัดนั้นๆ พี่น้องเกษตรกรชาวนาต่างก็ต้องการสูบ และวิดน้ำเพื่อทำนาด้วยกันทั้งนั้น จึงเกิดปัญหาบ่อปั้มน้ำแขวน (คือระดับน้ำแห้งขอดลดต่ำกว่าปลายท่อที่ยัดใส่ลงไป เพราะแหล่งน้ำซับตรงบริเวณนั้นเหือดแห้ง) นี่คือความน่ากลัวเบื้องต้นที่ชาวไร่ชาวนาได้ผ่านพบประสบเจอมาแล้ว ซึ่งต่างก็ต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อที่จะหารายได้ เพื่อเลี้ยงปากท้องดูแลบุตรหลานในครอบครัวต่อไป (เพราะเราขาดเขื่อนที่มากเพียงพอ สำหรับใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำรอง)
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องหาวิธีช่วยเหลือตนเองกันไปก่อน ดังพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้กล่าวไว้ว่า “อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน นั่นก็คือการช่วยเหลือตนเองก่อนด้วยการทำ “สระน้ำประจำฟาร์มส่วนตัว” ของตนเอง ทำแบบของใครของมัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกหน้าเขื่อน หรือรองรับน้ำจากเขื่อนที่เขาอาจจะปล่อยให้ลงมาก่อนกำหนด แล้วเราก็ไขเข้าสู่สระน้ำส่วนตัวของเรา ก่อนที่มันจะไหลทิ้งหายลงไปในทะเลเสียหมด ช่องทางนี้ถือเป็นช่องทางที่พี่น้องเกษตรกรควรจะต้องเรียนรู้และพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะอย่างไรเสียในอนาคตอันใกล้นี้คงจะต้องมีปัญหาเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  ได้ประเมินว่า โลกมีความจำเป็นที่จะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีก 60% จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของผู้คนที่จะเพิ่มขึ้นในปี ค.ศ.2050 ถือเป็นเป็นเรื่องท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งข้อจำกัดของพื้นที่เพาะปลูก เทคโนโลยี นวัตกรรม การใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง รวมถึงแหล่งน้ำและข้อจำกัดของภัยธรรมชาติที่ได้กล่าวไปแล้ว เพื่อที่จะให้มีการผลิตอาหารที่เพียงพอต่อประชากรโลก ซึ่งจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 9,000 หรือ 10,000 ล้านคนในอนาคตอันใกล้ ต้นทุนการผลิตและราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง 
ดังนี้แล้วท่านๆพอจะเห็นกันหรือยังล่ะครับว่าสงครามที่ผมได้จั่วหัวไว้นั้น “มันคือสงครามน้ำและอาหาร” ที่ไม่น่าจะเกินความจริงและกำลังย่างกรายใกล้เข้ามาถึงพวกเราในทุกๆขณะ หรือจะรอจนกว่าท่านจะมีอาหารมื้อสุดท้ายตกถึงท้องเสียก่อน.....จึงจะเข้าใจ... 
 
 
สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัย หรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ 02 986 1680-2
สนับสนุนบทความโดย นายมนตรี บุญจรัส 
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด (ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ)
{[['']]}

พืชผักสมุนไพรท้องถิ่นหลากหลาย มรดกพื้นดินแปรค่าเป็นเงิน เข้ากระเป๋าชาวน่าน




ถึงแม้ศูนย์ความรู้กินได้ จ.น่าน ภายใต้การบริหารงานของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ก่อตั้งขึ้นได้เพียงไม่นาน แต่กลับสร้างผลสัมฤทธิ์ในการทำมาหากินชาวน่านอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจากภาคเกษตรกรรม ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์ความรู้ท้องถิ่นหลายรูปแบบ จนเกิดเป็นกรณีศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ประกอบการจังหวัดน่านและพื้นที่ภาคเหนือใกล้เคียงสามารถนำไปอ้างอิงและประยุกต์ใช้สร้างอาชีพได้ทันที เหล่านี้คือตัวอย่างความสำเร็จขั้นต้นที่น่าชื่นชมและต้องส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นระบบ
 
จากการเดินทางไปยังอุทยานความรู้กินได้ น่าน ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการความรู้และสื่อการเรียนรู้ด้านอาชีพที่หลากหลายและทันสมัยในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2559 เราพบความโดดเด่นของ “กล่องความรู้กินได้” ซึ่งภายในกล่องเต็มไปด้วย “ภูมิรู้จากกูรูด้านต่างๆ” ที่ร่วมสืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ทุกมุมมองจนออกมาเป็น “คัมภีร์อาชีพทำเงินอย่างยั่งยืน” โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่สร้างความน่าสนใจ คือ โมเดลของผู้สร้างสรรค์ชุดความรู้ทำมาหากิน “ซะป๊ะ สมุนไพรพื้นถิ่น ทำเงิน” 
นางบุญตุ้ม ปานทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรกว่า 20 ปีและตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตชาใบเมี่ยง ตำบลน้ำเกี๋ยน กล่าวว่าแต่เดิมพื้นที่ตำบลน้ำเกี๋ยนปลูกต้นเมี่ยงกันมาก โดยนิยมเก็บใบเมี่ยงโตเต็มใบแล้วไปดองตามภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่ทำสืบต่อกันมา ซึ่งใบเมี่ยงดองอัดเม็ดก้อนเหล่านั้นจะถูกส่งขายในตลาดท้องถิ่น โดยมีผู้ซื้อเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังคงบริโภคเพื่อเป็นยาและสร้างความกระปรี้กระเปร่าในการทำงานสวนงานไร่ได้ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปสินค้าเหล่านั้นไม่สามารถตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ นั่นเป็นเหตุให้คนในชุมชนแห่งนี้ต้องปรับวัตถุดิบล้ำค่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเสน่ห์และมีกระบวนการสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง อย่าง ผลิตภัณฑ์ต้นแบบชาออแกนิกจากใบเมี่ยง 
 
“คุณสมบัติของเมี่ยงเป็นที่รู้กันดีของชาวเหนือว่าหากนำใบสดไปต้มสามารถแก้อาการท้องเสียได้ หากนำมาดองก็ใช้เป็นของว่างรับแขกบ้านได้ เปรียบเหมือนหมากพลูของภาคกลาง โดยสรรพคุณของใบเมี่ยงดองนั้น ช่วยป้องกันเชื้อราในปาก ทำให้ฟันทนทาน แต่เมื่อเรานำมาอัดเป็นเม็ดก้อนขายหนึ่งกำ เราขายได้เพียงบาทเดียวเท่านั้น แต่เมื่อนักจัดการความรู้ตามแนวทางศูนย์ความรู้กินได้ น่าน มาถ่ายทอดความรู้และพัฒนาทักษะด้านอาชีพร่วมกับเรา ก็จุดประกายให้อยากเพิ่มมูลค่าให้กับใบเมี่ยง จึงสนใจทำชาใบเมี่ยงขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ และถึงแม้จะใช้การคั่วใบเมี่ยงด้วยเตาถ่านแบบพื้นบ้าน และใช้แรงงานชาวบ้าน แต่นั่นก็เป็นภูมิปัญญาที่สร้างเสน่ห์ได้เสมอ แต่ที่เราปรับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด คือการผสมผสานวัตถุดิบอีกประเภท คือดอกไม้มาทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้”
 
นางบุญตุ้ม กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันได้ทดลองทำสินค้าต้นแบบออกมา ซึ่งตั้งชื่อรสชาติจูงใจลูกค้า เช่นรสดั่งเดิม ตั้งชื่อ เสน่ห์น่าน ส่วนเติมรสดอกไม้เข้าไป อาทิ เหมันต์หรรษา มีส่วนผสมของดอกคำฝอย หรือ หอมชมภู ที่ได้จากกุหลาบ และยังดีไซน์สีกลุ่มสินค้าตามสีของวันอีกด้วย นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์เก็บรักษากลิ่นที่สวยงามทันสมัย สร้างความสุนทรีย์ให้กับผู้ซื้อได้อย่างมาก อีกทั้งยังสร้างสรรค์โลโก้หรือตราสินค้าจากการระดมความเห็นของคนในชุมชนและผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด โดยใช้เลข 8 จากจำนวนรสชาติที่มีอยู่มาดัดแปลงเป็นสัญลักษณ์ Infinity เพื่อสื่อถึงโชคลาภ แต่ที่สร้างความอัศจรรย์ก็คือ พวกเขายังนำเรืออัตลักษณ์น่านมาผลิตเป็นปลายเชือกดึงถุงชา เรียกได้ว่าทุกองค์ประกอบถูกร้อยเรียงความคิดอย่างเป็นระบบและรอบด้าน 
 
นอกจากนั้นยังมีอีกสามกลุ่มชุดความรู้ อย่าง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำแก่น และ กลุ่มอาชีพตำบลน้ำบลน้ำแก่น ธูปสมุนไพรไล่ยุง ที่สามารถเพิ่มมูลค่าสมุนไพรอย่างน่าชื่นชม โดยแต่ละกลุ่มต่างแสดงความโดดเด่นออกมาตามความถนัดของตน ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน คือตัวแทนของความสำเร็จด้านความเข้มแข็งของชุมชน มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน และวางตำแหน่งการตลาดของตนเองให้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ทางเกษตรของชุมชนและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของตำบลไปพร้อมๆกัน ผู้แทนกลุ่มฯ เผยว่า ภายหลังแนวคิดสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้า โดยใช้ชื่อว่าชีวาร์ และชีวาน่า ส่งจำหน่ายไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ พบว่าคนในชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มพัฒนาตัวเองให้สามารถบริหารจัดการวิสาหกิจด้วย “ลำแข้งของตน” โดยใช้ความโปร่งใสจนสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องสร้างยอดขายปีละกว่า 3 ล้านบาทและมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งยังส่งผลถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพราะลดการใช้สารเคมี ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม ทั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคให้กันมาใช้สมุนไพรในประเทศมากขึ้นอีกด้วย 
 
ขณะเดียวกันโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำแก่น ก็สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนแนวทางการรับประทานสมุนไพรที่ถูกต้อง เพราะได้นำองค์ความรู้ไปสื่อสารกับสาธารณะว่า พืชผักท้องถิ่นหลังบ้านคือ “ตู้เย็นกินได้” โดยมุ่งเน้นสนับสนุนให้ประชาชนบริโภคอาหารสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน และแนะนำทุกขั้นตอนเพื่อนำไปสู่สุขภาวะที่ดี ส่วนกลุ่มอาชีพตำบลน้ำบลน้ำแก่นธูปสมุนไพรไล่ยุงนั้น ถึงแม้จะเป็นกลุ่มแม่บ้านที่รวมตัวกันเพียง 35 คน แต่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับพืชธรรมชาติด้อยค่าได้เป็นอย่างดี โดยนำพืชหลายชนิดที่มีสรรพคุณโดดเด่นต่างแขนงกันมารวมกันเพื่อผลิตเป็นธูปสมุนไพร มีการปรับบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยขึ้นเพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวซื้อเป็นของฝากระดับประเทศมาแล้ว ปัจจุบันยังเพิ่มสินค้าหมวกภูมิปัญญา หากเหงื่อออก ตะไคร้จะส่งกลิ่นอโรมาสร้างความรื่นรมย์มาจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว
นอกเหนือจากสมุนไพรยังมีกลุ่มสินค้าเกษตรที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผักปลอดสารพิษบ้านดอนมูลพัฒนา ซึ่งเป็นเจ้าของชุดกล่องความรู้กินได้ “การผลิตผักปลอดสารพิษ” ที่มีพื้นฐานการทำงานจากชุมชนอย่างแท้จริง โดยกว่า 10 ปีที่ผ่านมาชุมชนแห่งนี้ปรับเปลี่ยนแปลงแนวทางการใช้ชีวิตด้วยวิถีปลอดสารพิษจากแปลงผักสู่ปากท้องผู้บริโภค จำหน่ายผักปลอดสารพิษทั้งในและต่างประเทศอย่างมาเลเซียจนชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักและเชื่อถือของลูกค้า แต่เมื่อพ่อค้าต่างถิ่นแอบอ้างชื่อไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ทำให้ต้องหาวิธีจัดการและปรับแผนงานภาพรวมทั้งหมด
 
ไม่เพียงแต่การจัดทำต้นแบบ “ชุดไม้” ร้านค้าผักปลอดสารพิษบ้านดอนมูลพัฒนาและปฏิทินกินผักตามฤดูกาล ร่วมกับการใช้สติกเกอร์ตราสินค้า เพื่อช่วยสร้างการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายตาลูกค้าเท่านั้น ยังมองถึงการรวมตัวอย่างแข็งแรงของผู้ปลูกผักปลอดสารพิษรวมกันมากกว่า 300 ไร่ พร้อมเป็นพี่เลี้ยงขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดอื่นรอบข้าง เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ตลอดจนเชื่อมโยงกับวิถีการท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวแปลงผัก จัดเซ็ตผักปลอดสารพิษเป็นอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นต้น ทุกกรณีศึกษาด้านการเกษตรเหล่านี้ล้วนส่งสัญญาณว่า ภูมิปัญญา เมื่อนำมาผสมผสานกับแนวคิดทางการตลาดที่เข้าใจรากเหง้า ย่อมสร้างความสำเร็จให้กับการทำมาหากินของคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง
{[['']]}

Translate

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. tonfolk-trick - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger