Latest Article :
Recent Article
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Life Style แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Life Style แสดงบทความทั้งหมด

นางเอกและนางร้ายประจำออฟฟิศ



ในโลกนี้มีคนอยู่รวมกันหลากหลายประเภท ต่างคนต่างอุปนิสัย ในองค์กรก็เช่นกัน ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่และมีคนจำนวนมากรวมอยู่ด้วยกันแล้ว ยิ่งมีความหลายหลายทางพฤติกรรมและการแสดงออก ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของปัญหาต่างๆ ที่อาจมากขึ้นทวีคูณ และเมื่อพูดถึงความหลากหลายทางพฤติกรรมแล้วคงหนีไม่พ้นปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และยังมีปัญหาด้านภาษาและวัฒนธรรมอื่นๆ ยิ่งถือเป็นอุปสรรคในการทำงานที่สามารถก่อความวุ่นวายได้ไม่น้อย
 
เรื่องนางเอก นางร้ายประจำออฟฟิศ ก็เป็นอีกหนึ่งในหัวข้อชวนหัวประจำชาวออฟฟิศ แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า จะใช้วิธีการแสดงออกของแต่ละคนมาตัดสินความเป็นนางเอกหรือนางร้ายเพียงอย่างเดียวได้ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่การแสดงออกของคนอาจทำให้เราอ่านคนๆ นั้นจากผิดเป็นถูก หรือถูกเป็นผิดได้ เพราะคนส่วนใหญ่มักมองคนอย่างหลวมๆ เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ทำให้อาจสับสนระหว่างพฤติกรรม เจตนา และ การแสดงออกของคนๆ นั้นได้ วันนี้ jobsDB ขอเสนอมุมมองในการเลือกพิจารณาอุปนิสัยระหว่างนางเอกและนางร้ายในองค์กรคร่าว ๆ ดังนี้
1.   นางร้ายที่มีพฤติกรรมร้าย เจตนาร้าย การแสดงออกร้าย นางร้ายประเภทนี้จัดอยู่ในหมวด คนที่แรงจัด ชัดเจน ชนิดที่เรียกว่าร้ายให้โลกรู้ ถ้าเจอคนแบบนี้ ก็ถือว่าคุณโชคดีมาก เพราะคุณจะได้สัมผัสรัศมีความร้ายกาจของหล่อนได้ในทันที ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจและเห็นพฤติกรรมของเจ้าหล่อนอย่างแจ่มชัด ไม่ต้องรู้สึกสับสนเลยว่า หล่อนร้าย หรือดี หากเจอเมื่อไหร่ ก็สามารถกระโจนหนีได้ทันที เพราะหากไม่หนีอาจต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เจ็บหนักแน่นอน
2.   นางร้ายที่หวังดีแม้มีพฤติกรรมร้าย การแสดงออกร้าย แต่แฝงไปด้วยเจตนาดี นางร้ายประเภทนี้แม้ภายนอกจะดูร้าย แต่ถ้าคบไปนานๆ อาจไม่เป็นอย่างที่คิด ต้องลองคุยด้วยบ่อย ๆ ถ้าดูแล้วเจ้าหล่อนแค่ปากร้าย แต่มีเจตนาที่แสนดี ถือว่าเป็นโชคดีของคุณที่ได้รู้จัก เพราะนอกจากจะไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคมแล้ว หล่อนมักมีมุมตลกและช่วยสร้างสีสันให้ออฟฟิศได้เสมอ ฉะนั้นเวลาเจอคนประเภทนี้ อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินว่าหล่อนเป็นคนไม่ดีตั้งแต่แรกเห็น เพราะคุณอาจเสียคนดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไปก็เป็นได้
3.  นางร้ายกาจที่มีพฤติกรรมร้าย แม้จะแสดงออกดี แต่เจตนาที่แท้จริงนั้นจัดว่าน่ากลัวคนประเภทนี้ดูเผินๆ อาจดูไม่ออกว่าร้ายหรือไม่ เพราะถึงแม้คาแรคเตอร์ร้าย แต่อาจเป็นคนพูดจาอ่อนหวานกลบเกลื่อนได้ดี จึงควรมองที่เจตนาก่อนเป็นสำคัญ เพราะคนบางคนอ่านยากจริงๆ กว่าเราจะแยกออกว่าแบบนี้มาดีหรือมาร้าย เรามักจะผ่านการถูกทำร้ายจากคนประเภทนี้ไปก่อนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง จากนั้นเราจะตัดสินใจได้ทันที ว่าหล่อนผู้นี้แหละที่ “ร้ายลึก”
4.   นางฟ้าที่มีพฤติกรรมเป็นแม่พระของสังคม เจตนาดี การแสดงออกดีคนประเภทนี้มักจัดอยู่ในหมวดนางฟ้า นางสวรรค์ ทำอะไรก็ดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา กิริยา วาจา หรือแม้แต่เจตนา ในปัจจุบันอาจโดนมองว่าเป็นคนโลกสวย ถ้าใครเจอละก็ รีบไปคบหาเธอผู้นี้โดยไว รับรองคุณจะสบายอกสบายใจว่าได้มีเพื่อนร่วมงานดีๆ แต่ขอบอกก่อนว่านางฟ้าแบบนี้หาได้ยากมาก และคุณอาจต้องออกตัวแรงเพื่อปกป้องเธอเป็นบางเวลาเสียด้วย เพราะเธออาจแสนดีจนโดนเหล่านางร้ายประจำออฟฟิศกลั่นแกล้งก็เป็นได้
5.   นางฟ้าบ้าบิ่นแม้จะมีพฤติกรรมเป็นนางฟ้า แฝงด้วยเจตนาดี แต่การแสดงออกช่างขัดแย้งเสียจริง คนประเภทนี้มักจัดอยู่ในกลุ่มพวกสวยผ่าซาก แม้จะมีหน้าตาสวย เจตนาดี แต่อาจพูดจาออกแนวห้าวๆ แต่ก็ถือว่าน่าคบหาไม่น้อย เพราะน่าจะรับบทปลอบใจได้ดีเวลาที่เรารู้สึกต้องการที่ปรึกษาหรือคนรับฟัง ที่สำคัญคนประเภทนี้มักจะสร้างสีสันในออฟฟิศได้ไม่น้อย จึงมักจะเป็นที่รักของคนในออฟฟิศ และมักจะเปล่งประกายในสายตาหนุ่มๆ อีกด้วย
6.  นางฟ้าตบตา คนที่มีพฤติกรรมเป็นนางฟ้า การแสดงออกดี แต่แฝงด้วยเจตนาร้ายสุดคนประเภทนี้ น่ากลัวมากไม่ต่างอะไรกับคนที่ร้ายกาจทั้งเจตนาและการกระทำตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ คนทั่วไปจะโดนเจ้าหล่อนปั่นหัวเสียจนมองไม่ออกเลยว่าหล่อนเป็นเจ้าแม่แอ็บแบ๊วที่ลึกๆ แล้วร้ายสุดขั้ว คนแบบนี้ควรหนีให้ไกลที่สุด และจะโชคดีมากถ้าคุณสามารถสัมผัสได้ถึงความร้ายกาจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส มิเช่นนั้นคุณอาจตกเป็นเหยื่อที่โดนหลอกล่อ และแทงข้างหลังอยู่นานสองนาน ซึ่งคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด!!
 
จะเห็นได้ว่า แม้จะมีความพยายามแบ่งกลุ่มคนออกตามประเภทต่างๆ ตามข้างต้นแล้ว ก็ยังไม่สามารถจำแนกคนที่สามารถพบเจอในองค์กรไว้ได้ทั้งหมด เพราะแต่ละคนต่างมีอุปนิสัย และการแสดงออกที่แตกต่างกันไป และการพยายามทำให้คนใดคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวเองนั้นก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน ดังนั้นการเรียนรู้อุปนิสัยคน การอ่านพฤติกรรมของคนให้แตก จึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาและนำมาใช้ในชีวิตการทำงานให้เกิดประโยชน์กับตนเองที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากผู้ที่ประสงค์ร้ายอีกทางหนึ่งด้วย
{[['']]}

วิดีโอตรวจการณ์-เฝ้าระวังระบบไอพี รับมือช่วงช้อปกระจาย



ช่วงฤดูกาลแห่งการช้อปปิ้งและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง เป็นทั้งเวลาแห่งการทำยอดขาย และเวลาแห่งความวุ่นวายของร้านค้าปลีก ด้วยจำนวนนักช้อปที่หลั่งไหลเข้ามาแน่นร้าน สินค้าถูกกว้านซื้อออกไปจากชั้นวางอย่างรวดเร็ว รวมถึงการรอคิวจ่ายเงินที่ยาวเหยียด การพยายามที่จะมอนิเตอร์ร้านค้าปลีกในช่วงเวลานี้จึงเป็นบททดสอบประสิทธิภาพของการบริหารจัดการร้านได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว 
 
ในอีกด้านหนึ่ง แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงพนักงานในร้านเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบจากช่วงเวลาวุ่นวายเช่นนี้ นักช้อปเองก็อาจเกิดอาการหัวเสียเมื่อต้องเสียเวลาเข้าคิวรอจ่ายเงินนานๆ เจ้าของร้านโดยส่วนใหญ่ล้วนตระหนักถึงสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ แม้ว่าการลงมือจัดการกับความท้าทายทั้งหลายไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลากหลายที่สามารถเข้ามาช่วยรับมือและขจัดข้อจำกัดต่างๆ ในอดีต
 
ลดความตึงเครียดในการจัดการ
 
กล้องตรวจการณ์-เฝ้าระวังระบบไอพี มีคุณประโยชน์มากกว่าการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือตรวจตราสอดส่องลูกค้าที่เข้าออกในร้านเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต เพราะคุณประโยชน์ที่มากไปกว่านั้นคือตัวกล้องที่ประกอบด้วยหลากหลายแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะที่จะช่วยลดความตึงเครียดในการบริหารจัดการร้านภายใต้สถานการณ์ในช่วงเวลาพิเศษเหล่านี้
 
ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เราต้องการให้เกิดความราบรื่นในการจ่ายเงินของลูกค้า ณ จุดจ่ายเงินหรือเคาน์เตอร์แคชเชียร์ เราสามารถใช้วิดีโอระบบเครือข่ายทำงานร่วมกับโซลูชั่นด้านการจัดการคิว ซึ่งผู้ดูแลร้านจะได้ข้อมูลว่าขณะนี้คิวยาวเท่าไร ได้รู้ระยะเวลาที่ลูกค้าต้องยืนเข้าคิว และระยะเวลาที่ลูกค้าแต่ละคนใช้ ณ จุดจ่ายเงิน ผู้จัดการร้านสามารถนำข้อมูลที่ได้เหล่านี้ไปทำการวิเคราะห์เพื่อจัดจำนวนช่องจ่ายเงินให้เหมาะสม และการที่ได้เห็นภาพจากกล้องว่าช่วงเวลาไหนมีการซื้อขายมากน้อยอย่างไร ก็จะทำให้ทางผู้ประกอบกิจการสามารถจัดจำนวนพนักงานให้เพียงพอกับแต่ละช่วงเวลาได้เป็นอย่างดี เป็นการใช้พนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขายและกำไร ในขณะที่ยังคงรักษาระดับความพึงพอใจของลูกค้าไว้ได้ การใช้ข้อมูลจากการทำงานร่วมกันของกล้องวิดีโอระบบเครือข่ายและโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องต่างๆ ช่วยให้ผู้ดูแลร้านรับรู้สถานการณ์ต่างๆ ในร้าน คาดการณ์ความเป็นไปของสถานการณ์นั้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และลงมือจัดการเพื่อยับยั้งหรือแก้ไขก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะไกลเกินควบคุม
 
ช่วงเวลาที่มีการช้อปมากที่สุด มักทำให้สินค้าหลายรายการหมดไปจากชั้นวางอย่างรวดเร็ว พนักงานที่วิ่งวุ่นอยู่ตามจุดต่างๆ ในร้านอาจไม่ได้สังเกตเห็นหรือไม่มีเวลามาให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก ความท้าทายที่จะทำให้มีสินค้าวางไว้อย่างเพียงพอตลอดเวลานี้จัดการได้ด้วยแอพพลิเคชั่น 'แผนที่การกระจายตัวของลูกค้าในห้างร้าน/พื้นที่ หรือที่เรียกว่า Heat Mapping'
 
แอพพลิเคชั่นแผนที่การกระจายตัวของลูกค้า ทำงานผ่านกล้องวิดีโอระบบเครือข่าย โดยติดตามความเคลื่อนไหวของนักช้อปทั่วร้านค้า และแสดงภาพในลักษณะเป็นเครื่องหมายให้เห็นถึงเส้นทางหลักที่ลูกค้าใช้ภายในร้าน เราจึงสามารถนำข้อมูลที่ได้จากความฉลาดของแอพพลิเคชั่นนี้ไปใช้ในการพิจารณาว่าควรจัดพนักงานจำนวนมากเท่าไรในพื้นที่แต่ละส่วนของร้านเพื่อดูแลการขายสินค้า และดูแลให้สินค้ามีปริมาณเพียงพออยู่เสมอ รวมทั้งสามารถปรับสมดุลในการวางสินค้าเพื่อลดความแออัดในแต่ละจุดได้ 
 
เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อความราบรื่นในการทำธุรกิจ
 
คุณประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของแอพพลิเคชั่นแผนที่การกระจายตัวของลูกค้า คือการมอนิเตอร์ระยะเวลาที่นักช้อปหยุดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในร้าน ตัวโปรแกรมจะแสดงภาพในลักษณะที่เป็น 'hot zone' หรือพื้นที่ที่ลูกค้าหยุดยืนเป็นเวลานานเพื่อชมสินค้าหรือวัตถุอย่างหนึ่งอย่างใด ข้อมูลที่ได้นี้ช่วยให้ผู้ดูแลร้านตัดสินใจว่าจะนำเสนอขายและการจัดแสดงสินค้าอะไร ณ จุดขายนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง สามารถเลือกวางสินค้าที่ทางร้านต้องการขายมากเป็นพิเศษ (อาจด้วยเหตุผลทางการทำกำไรหรือขายพ่วงกับสินค้าชิ้นอื่น) ณ ตำแหน่งที่ลูกค้าไปยืนออมากเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มยอดขาย และยังนำไปใช้เพื่อวางแผนจัดวางตำแหน่งสินค้าแบรนด์ต่างๆ การวางสินค้าตามกลุ่มและประเภทสินค้าในร้านได้อย่างเฉพาะเจาะจงให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ณ จุด 'hot zone' แต่ละจุด
 
แอพฯ แผนที่การกระจายตัวของลูกค้าและ 'hot zone' ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับสินค้าที่มีมูลค่าสูงและพื้นที่เสี่ยงหรือมุมอับต่างๆ ภายในร้าน ช่วยให้ผู้ดูแลร้านสามารถปฏิบัติการเชิงรุกหากเกิดพฤติกรรมที่น่าสงสัยหรือตรวจพบการเดินเตร่ไปมาดูลาดเลาเพื่อประกอบอาชญากรรม นอกจากนี้การทำงานร่วมกันระหว่างกล้องวิดีโอและโซลูชั่นต่างๆ เช่นการใช้ระบบป้องกันสินค้าสูญหายด้วยเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Electronic Article Surveillance: EAS) หรือการติดแท็กไว้กับตัวสินค้า ก็สามารถช่วยมอนิเตอร์เพื่อลดความเสียหาย และช่วยให้ร้านค้าปลีกมีความมั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้นในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายสูง เช่นเมื่อได้รับสัญญาณเตือนจาก EAS แท็ก หรือป้ายอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ยังไม่ได้ดึงออกหรือยังไม่ได้ตัดรายการสินค้านั้นออกจากระบบ เมื่อลูกค้านำสินค้าออกไปโดยไม่ชำระเงิน หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูงหายไปจากร้าน ผู้ดูแลร้านและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามารถทำงานเชิงรุกได้อย่างมั่นใจในประสิทธิภาพของระบบวิดีโอเครือข่ายว่านอกจากกล้องจะจับภาพในขณะที่เกิดเหตุการณ์และขณะที่หัวขโมยกำลังจะออกจากร้านแล้ว กล้องวิดีโอระบบเครือข่ายยังสามารถทำการติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้ารายการที่ได้รับการแจ้งเตือนนั้นๆ ไปทั่วร้าน ช่วยให้สามารถคาดได้ว่าใครคือผู้ต้องสงสัย และทำการสกัดกั้นผู้ต้องสงสัยนั้นไว้ได้ก่อนที่พวกเขาจะออกจากร้านไป
 
ช่วงเวลาแห่งการลดแหลกแจกแถม เทศกาลปีใหม่ เป็นเวลาทองในการทำยอดขายและหมุนเวียนสินค้าใน
สต๊อกของร้านค้าปลีก แต่ก็เป็นช่วงที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อลดความสูญเสีย และให้ทำกำไรได้มากที่สุดเช่นกัน
 
ร้านค้าปลีกต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขายที่ตั้งไว้ในแต่ละปี และเพื่อให้ผู้ดูแลร้านได้ใช้เวลาไปให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นจริงๆ นั่นคือ การบริหารจัดการร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อคงไว้ซึ่งความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจมาก เพื่อทำให้เวลาทองของร้านค้าปลีกปราศจากการสูญเสียและการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด
{[['']]}

WEDGE SHOES ซัมเมอร์นี้มาลองเฉิดฉายบนรองเท้าส้นเตารีดกันค่ะ



หนึ่งในแฟชั่นไอเทมที่เมื่อหน้าร้อนมาถึงเมื่อไร ก็มักจะชวนให้นึกถึงและอยากหามาใส่กันทุกๆ ครั้ง นั่นก็คือรองเท้าส้นเตารีด แฟชั่นความสบายแต่ก็ยังช่วยเสริมให้สาวๆ ดูสวยและสูงขึ้นได้ไม่แพ้รองเท้าส้นสูงแบบอื่นๆ เลยล่ะค่ะ

เพราะรองเท้าส้นเตารีดนั้น เป็นรองเท้าพื้นหน้าที่เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบใส่รองเท้าทรงมีส้น แต่ไม่อยากจะเขย่งอยู่บนส้นเล็กๆ ให้เมื่อยเท้า ดังนั้นจึงได้หันมาเลือกใส่รองเท้าส้นเตารีดที่มีการยกส้นแบบเต็มตังแต่ปลายนิ้วไปจนถึงส้นเท้า ทำให้การยืนและการเดินนั้นง่ายยิ่งขึ้น เมื่อยน้อยลง จะเดินเร็วเดินช้า เดินช้อปหรือยืนโพสต์ ก็ดูสวยเป๊ะไม่แพ้ใครเลยล่ะค่ะ

และสิ่งที่ทำให้รองเท้าส้นเตารีดนั้น ดูเหมาะสมกับฤดูร้อน นั่นก็เพราะว่าแมททีเรียลที่มักเลือกมาใช้ทำส้นรองเท้านั้น จะดูคล้ายวัสดุจากธรรมชาติ มีสีแนวเอิร์ธโทนเป็นหลัก มันเลยดูเหมาะกับสายลมและแสงแดดในช่วงซัมเมอร์ เช่นวันไปเดินเฉิดฉายที่ทะเล เรื่อยไปจนถึงวันช้อปปิ้งในห้างสุดหรูก็เอาอยู่ค่ะ และในปัจจุบัน รองเท้าทรงนี้ยังถูกวิวัฒนาการให้ดูโมเดิร์นและเก๋ยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเอาใจสาวๆ ทุกคนที่เป็นแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ แต่ก็ยังแอบรักในความสะดวกสบาย ดังนั้นสาวๆ คนไหนที่ยังคงอยากอินกับเทรนด์แฟชั่นฤดูร้อนไปพร้อมๆ กับความสวยที่สบายในทุกย่างก้าว ลองพักจากรองเท้าส้นสูงคู่เดิมและมาเปลี่ยนเป็นรองเท้าส้นเตารีดกันดูนะคะ
  
TIP : ไม่จำเป็นต้องใส่รองเท้าทรงนี้กับกระเป๋าถือหรือกระเป๋าสะพายแบบผู้หญิงเสมอไปนะคะ ลองเปลี่ยนมาแมทช์กับกระเป๋าเป้แบบสวยๆ หรือจะเป็นแนวกีฬาหน่อยก็ได้นะคะ เพื่อให้ได้ลุคใหม่แบบสตรีทมิกซ์แอนด์แมทช์ที่ดูไม่ซ้ำใครค่ะ 

บทความโดย : Zalora,Thailand
{[['']]}

5 เทคนิคซื้อของออนไลน์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก [มีคลิป]



การ Shopping ในปัจจุบันบันแสนสะดวกง่ายแค่ปลายนิ้วถูกไปถู ดู IG FB มาก็สามารถเสียตังค์ได้ง่ายๆ ตั้งแต่หลักสิบหลักร้อยยันหลักหมื่น ง่ายดายแสนสะดวก ส่งถึงบ้าน แม้กระทั้งShopping Store ใหญ่ๆก็หันมาเพิ่มบริการ Shopping Online ส่งฟรีถึงบ้านกันมากมาย ชีวิตดีดี๊ ไม่ต้องออกไปเผชิญรถติดน้ำมันแสนแพง แถมไปเดินไม่รู้จะได้ของถูกใจหรือเปล่าด้วยซิ (แต่ถ้าไปชิลกับแฟนหรือกิ๊กก็ชิลดก่าช่ะ...!!!)
 
Shopping Online ก็เลยเป็นทางเลือกสุดจี๊ด แต่ก็ไม่วายพวกมิจฉาชีพก็มาหากินในช่องทางนี้ด้วย(ก็มีอยู่ทุกที่นั่นแหละ)  สั่งซื้อของไป พี่แกส่งเม็ดบ๊วย ส่งก้อนหินมาให้ รู้ไหมมันสะเทือนใจ ได้แต่ร้องไห้หนักมากอยู่คนเดียววันนี้ ยูไนน์ มีเทคนิคง่ายๆ 5 เทคนิคมาฝากกัน ^^ 
 
Shopping Online ใน Instrgram IG ให้สบายใจไม่ถูกหลอกได้อย่างไร 
1. ติดตาม IG ของศิลปิน ดารา ที่มีชื่อเสียง
2. ดูยอด Follow และยอด Like ให้สัมพันธ์กัน
3. การ Review สินค้าของคนที่เคยซื้อสินค้า
4. การซื้อซ้ำของลูกค้า มีบ้างไหม
5. บริการของพ่อค้าแม่ค้า 
 
5 เทคนิคง่ายๆ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยาก Shopping Online ใน IG ไม่ให้ถูกหลอก ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรคลิกเข้าไปดูใน คลิปได้เลยจ้า


 
รายการ สวย-โชว์-เชี่ยว คลิปใหม่ทุกวัน อังคารและศุกร์
ติดตามพวกเราได้ทาง 
IG : u9channel, romklao_ch8, best_tinnakorn
ติดต่อทีมงาน U9 Channel : 095-485-4999
ผลิตโดย UMBRELLA NINE
creative_best24@yahoo.com
{[['']]}

3 เทคนิคง่ายๆ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยาก Shopping Online ใน IG ให้ถูกใจ [มีคลิป]



Shopping Online ทางเลือกใหม่ในยุค นี้ เพราะง่ายสะดวก และถูกใจ(เหรอ....!!!) หลายครั้งหลายคราวที่ Lady ยูไนน์ ช็อปปิ้งออนไลน์มาแล้วร้องไห้หนักมาก พูดเล่อออออ....แต่ Happy Fin เฟอร์ก็เยอะกว่า แต่จะทำอย่างไรละ ให้ทุกครั้ง ที่โอนเงินไแล้วรอรับของด้วยดวงใจสวยๆของเรา เปิดกล่องมาแล้วตาเป็นประกายฟรุ้งฟริ้ง Happy Ending Shopping กันไป ยูไนน์มีเทคนิคที่จะทำให้คุณฟิน!!!! ในการซื้อของออนไลน์อย่างไรให้ถูกใจ นะจ๊ะ ^^
 
Shopping Online ใน Instrgram IG อย่างไรให้ถู๊กจายยยยยถูกใจ !!!

1. การวัดขนาดให้ถูกต้อง 
2. เลือกสีอย่างไรไม่ให้ผิดเพี้ยน
3. เช็ควัสดุก่อนสั่ง

3 เทคนิคง่ายๆ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยาก Shopping Online ใน IG ให้ถูกใจ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรคลิกเข้าไปดูใน คลิปได้เลยจ้า


รายการ สวย-โชว์-เชี่ยว คลิปใหม่ทุกวัน อังคารและศุกร์
ติดตามพวกเราได้ทาง 
http://www.facebook.com/u9channel
IG : u9channel, romklao_ch8, best_tinnakorn
ติดต่อทีมงาน U9 Channel : 095-485-4999
ผลิตโดย UMBRELLA NINE
 
{[['']]}

มานะไทย โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท รีสอร์ทแห่งใหม่ที่เขาหลัก

 มานะไทย โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท กลุ่มโรงแรมอิสระของไทย เปิดตัวรีสอร์ทแห่งใหม่ ล่าสุดเข้าสู่คอลเล็คชั่นบูติครีสอร์ทของกลุ่ม โดยยังคงเน้นที่การมอบ ประสบการณ์แบบไทยแท้ และทำเลที่ตั้ง ที่ติดริมทะเล โดยรีสอร์ทแห่งใหม่นี้อยู่ที่เขาหลัก จังหวัดพังงา

หลังจากการประกาศเปิดตัวกลุ่ม มานะไทย โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาในงาน  World Travel Market ที่ลอนดอน และการเปิดสำนักงานขายส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ทางกลุ่มตอกย้ำความสำเร็จ ด้วยการเปิดตัวมานะไทย เขาหลัก รีสอร์ท เพิ่มเข้าไปในคอลเล็คชั่นเดิมที่มีอยู่ ได้แก่ มานะไทย หัวหิน และมานะไทย สุรินทร์ภูเก็ต รวมถึง มานะไทย เกาะสมุย ที่มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสแรกของปีหน้า
 
เช่นเดียวกับรีสอร์ทแห่งอื่นๆ ของกลุ่ม มานะไทย เขาหลัก เน้นการนำเสนอบริการและการต้อนรับแบบไทย เลือกทำเลที่ตั้งที่มีธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่สวยงาม รวมถึงมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเสน่ห์และแรงดึงดูด ของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงตัวรีสอร์ทที่ได้รับการออกแบบอย่างมีสไตล์และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ รีสอร์ทขอมอบข้อเสนออัตราที่พักราคาพิเศษสำหรับช่วงเปิดตัว เริ่มต้นจาก 4,895 บาท++ สำหรับห้อง Deluxe Balcony รวมอาหารเช้าสำหรับสองท่าน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2015

"มานะไทย โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท  (www.manathai.com) เข้าใจว่านักท่องเที่ยวทั้งที่เดินทางคนเดียว ที่มาเป็น ครอบครัว หรือที่มาเป็นคู่ต่างก็ต้องการที่จะมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของจุดหมายปลายทางที่ตนไปเยือนในรูป แบบของตัวเอง" คริสตอฟ เบอร์เกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ มานะไทย โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท กล่าว "พวกเขาอยากได้ความแตกต่าง อยากมีทางเลือก และอยากสัมผัสกับของแท้  และนั่นคือสิ่งที่เรานำเสนอ"
รีสอร์ทตั้งอยู่ริมชายหาด มองเห็นวิวทะเลอันดามันที่สวยงามติดอันดับโลก ใช้เวลาเดินทางระหว่างรีสอร์ทและ สนามบินนานาชาติภูเก็ต เพียง 90 นาที มานะไทย เขาหลัก เป็นประตูสู่ธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุด แขกสามารถ ทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากมาย อาทิ พายเรือคายัคสำรวจถ้ำในอ่าวพังงา ดำน้ำที่หมู่เกาะสิมิลัน และเดินป่าที่อุทยาน แห่งชาติเขาสกที่เป็นป่าดิบที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รีสอร์ทให้บริการห้องพักและบ้านพักพร้อมสระว่ายน้ำ 158 ห้อง ตกแต่งอย่างสวยงามและมีขนาดกว้างขวางเริ่มต้นที่ 48 ตร.ม. ขึ้นไป

เชื่อมโยงวัฒนธรรมแบบไทยด้วย 'ผัดไทย' ร้านอาหารริมชายหาดและติดสระว่ายน้ำซึ่งเป็นลายเซ็นของโรงแรม ในเครือมานะไทยทุกแห่ง ใช้แนวคิดในการปรุงอาหารแบบสร้างสรรค์โดยชูจุดเด่นที่เมนูที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ของอาหารไทย

ร้านอาหาร 'ผัดไทย' มีความหลากหลายของ ‘อาหารจานผัด’ ต่างๆ แต่ละเมนูออกแบบโดยหัวหน้าเชฟที่ต้องการ ให้รสชาติและหน้าตาอาหารสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นท้องถิ่นมากที่สุด ใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่สามารถหา ได้จากท้องถิ่น รวมถึงอาหารพื้นถิ่นที่นำมาปรับปรุงสูตรให้ถูกปากมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีมุมกิจกรรม ‘มานะไทยคิดส์’ ที่เด็กๆ และครอบครัวจะได้เรียนรู้และมีความสุขไปด้วยกันอีกด้วย

ในส่วนของกิจกรรมการพักผ่อน ที่รีสอร์ทมานะไทย เขาหลัก มีบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ พนักงานต้อนรับและพนักงานรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี Wi-Fi รูมเซอร์วิส บริการรับฝากสัมภาระ บริการเสิร์ฟอาหารถึงห้องพัก บริการเรียกแพทย์ ห้องสมุดส่วนตัว บริการรับ ส่งสนามบินแบบส่วนตัว บริการให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ บริการพี่เลี้ยงเด็กและบริการกิจกรรมท่องเที่ยว และทัวร์ นอกจากนี้ ยังมีห้องจัดสัมมนาและงานเลี้ยงที่สามารถรับแขกได้ถึง 30 ท่าน โดยทางรีสอร์ทมีทีมนัก วางแผนการจัดงานระดับมืออาชีพ รวมถึงการจัดงานแต่งงานริมชายหาดสมบูรณ์แบบที่คู่บ่าวสาวและแขกจะ ประทับใจไม่รู้ลืม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและอัตราค่าที่พักราคาพิเศษสำหรับช่วงเปิดตัว โปรดดูที่http://www.manathai.com/khaolak/special-offers/manathai-khao-lak-opening-special-rate

บทความโดย : มานะไทย โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท
{[['']]}

เอาใจคนรักงานศิลป์กับ 5 งานที่พลาดไม่ได้



ตลอดเดือนมีนาคม ทั่วเกาะฮ่องกงจะอบอวลไปด้วยกลิ่ยอายของศิลปะอีกครั้ง นักท่องเที่ยวและผู้หลงใหลในศิลปะต่างมุ่งตรงมาฮ่องกง เพื่อสัมผัสและเพลิดเพลินกับผลงานและกิจกรรมทางศิลปะมากมาย อาทิ การแสดงระดับโลกในรูปแบบต่างๆ คอนเสิร์ต การแสดงโชว์ รวมทั้งนิทรรศการแสดงผลงานทางศิลปะของศิลปินชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก ฮ่องกงกำลังดำเนินการจัดเตรียมเพื่อเปลี่ยนโฉมให้ทั้งเกาะกลายเป็นเมืองแห่งศิลปะอย่างแท้จริง

สำหรับชาวไทยที่ชื่นชอบในงานศิลปะ นี่คืองานที่พลาดไม่ได้ เพราะคุณจะได้พบกับเทศกาลงานศิลป์ในหลากหลายรูปแบบ และชิ้นงานศิลปะอันโดดเด่น รวมถึงจะได้พบกับศิลปินผู้รังสรรค์ผลงาน ดีลเลอร์ และภัณฑารักษ์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะมารวมตัวกันที่ฮ่องกงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ และอัพเดทเทรนด์ศิลปะใหม่ๆ จากคนในวงการ
  
1. อาร์ต เบเซิล

หนึ่งในงานแสดงศิลปะสไตล์โมเดิร์นและร่วมสมัยที่โด่งดังระดับโลก จะถูกจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 -17 มีนาคมที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง โดยหอศิลป์จากประเทศต่างๆ จะร่วมจัดแสดงผลงานชั้นเยี่ยมของศิลปินจากเอเชียแปซิฟิค รวมถึงผลงานชิ้นสำคัญจากศิลปินต่างๆทั่วโลกอีกด้วย

2. อาร์ต เซ็นทรัล
งานอาร์ต เซ็นทรัล จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 – 16 มีนาคม ในพาวิเลียนพิเศษที่ถูกดีไซน์ขึ้นมาโดยเฉพาะ บริเวณเซ็นทรัล ฮาร์เบอร์ฟรอนท์ ใจกลางเกาะฮ่องกง เพื่อใช้จัดแสดงผลงานศิลปะจากแกลอรีชั้นนำกว่า 70 แห่งจากนานาประเทศ  นอกจากนี้ ยังเปิดให้มีการแสดงส่วนพิเศษ RISE ซึ่งต่อยอดมาจากการเปิดพื้นที่ให้ทั้งศิลปินเดี่ยว และศิลปินคู่ ได้มาจัดการแสดงตลอดห้าปีที่ผ่านมา

3. ฮ่องกง อาร์ต เฟสติวัล
ฮ่องกง อาร์ต เฟสติวัล เป็นอีกหนึ่งสุดยอดงานแสดงศิลปะ โดยรวบรวมศิลปินระดับแนวหน้าจากทั่วเอเชีย และจากทั่วมุมโลกมาจัดการแสดงสดให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบในเสียงดนตรี เพื่อตอบสนองให้ตรงกับรสนิยมของกลุ่มผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นแนวคลาสสิค ล้ำสมัย หรือแนวอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะจัดขึ้นในสถานที่ต่างๆ มากกว่าสิบสองแห่งทั่วเกาะฮ่องกง ศิลปินแต่ละกลุ่มมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่น และศิลปินที่เป็นไฮไลท์คือ บ๊อบบี้ แมคเฟอร์ริน เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Don’t Worry, Be Happy ผู้คว้ารางวัลแกรมมี่ อวอร์ดถึง 10 ครั้ง   นักร้องนักแต่งเพลงแจ๊สชาวอเมริกัน คาสซานดรา วิลสัน รวมถึงวงดนตรีชื่อดัง พิ้งค์ มาร์ตินี่ และนักร้องประสานเสียง แบร์ฟุต ดีว่า อันโด่งดัง ฮ่องกง อาร์ต เฟสติวัลจัดการแสดงจนถึงวันที่ 29 มีนาคมนี้

4. เอเชีย คอนเทมโพรารี อาร์ต โชว์
ตื่นตาตื่นใจไปกับผลงานศิลปะจากศิลปินที่กำลังโด่งดังเป็นที่น่าจับตา และศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากกว่า 3,000 ชิ้น ทั้งภาพวาด รูปปั้น ภาพถ่าย รวมถึงชิ้นงานที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก โดยงานศิลปะเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากนักสะสมและสถาบันการประมูลชั้นนำ  เอเชีย คอนเทมโพรารี อาร์ต โชว์ จะถูกจัดขึ้นที่โรงแรมคอนราด ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 12 – 15 มีนาคม

5. นิทรรศการศิลปะ จ๋าย หวั่น เหม่ย
วันที่ 14 – 15 มีนาคม เขตอุตสาหกรรมจ๋าย หวั่น จะเต็มไปด้วยกิจกรรมทางศิลปะมากมายกว่า 30 รายการ อาทิ นิทรรศการ การเสวนา การแสดงต่างๆ ผลงานศิลปะแบบป็อปอาร์ต และการแสดงภาพยนต์วิดีโอกลางแจ้ง ซึ่งถือเป็นการบอกเล่าวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในชุมชนจ๋าย หวั่น ให้แก่นักท่องเที่ยวและคนทั่วไปได้สัมผัสและเรียนรู้

การได้เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลศิลปะฮ่องกง และร่วมฉลองศิลปะการแสดงในระดับนานาชาติ จะสร้างประสบการณ์ทรงคุณค่าและมีความหมายให้กับคุณและผู้ร่วมทริปอย่างแน่นอน นี่คือสถานที่ของผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในงานศิลปะที่จะได้มาพบปะ พูดคุย และขยายเครือข่ายให้กว้างขึ้น และยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์มหานครระดับโลกของเอเชียที่สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของฮ่องกงอีกด้วย

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.discoverhongkong.com.
 
เสพ 5 เทศกาลงานศิลป์ใน “เทศกาลศิลปะฮ่องกง 2015”

-    อาร์ต เบเซิล (นิทรรศการศิลปะ) (15–17 มีนาคม)
-    อาร์ต เซ็นทรัล (นิทรรศการศิลปะ) – ในพาวิลเลียนและบริเวณโดยรอบ (14-16 มีนาคม)
-    ฮ่องกง อาร์ต เฟสติวัล (จนถึง 29 มีนาคม)
-    เอเชีย คอนเทมโพรารี อาร์ต โชว์ – จัดแสดงในโรงแรม (12-15 มีนาคม)
-    นิทรรศการศิลปะ จ๋าย หวั่น เหม่ย (14-15 มีนาคม)

บทความโดย : การท่องเที่ยวฮ่องกง
{[['']]}

ตะลุยฮานอย ตามรอย AEC

 ประเทศเวียตนาม เป็นประเทศหนึ่งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสัญญาระหว่างประเทศกับไทย โดยมีสาระสำคัญคือ ผู้ถือหนังสือเดินทางสัญชาติไทย สามารถเข้าไปพำนักในประเทศเวียตนามได้ 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า
ดังนั้นการเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศไทยกับเวียตนาม ของคนไทยอย่างเราจึงสะดวกและง่ายดายมาก ถึงแม้เราจะเดินทางไปเที่ยวเอง โดยไม่ได้ไปกับบริษัททัวร์ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก
หากเปรียบเทียบกับทริปอื่นที่เคยไปมา ไม่ว่าจะเป็น พนมเปญ, เสียมเรียบ, หลวงพระบาง, เวียงจันทน์ หรือแม้แต่ วังเวียง ความแตกต่างของทริปนี้คือ คุ้มค่ามากๆ เพราะ เวลาที่อยู่ในฮานอยถึงแม้จะมีเพียง 2 วัน แต่สามารถเที่ยวสถานที่สำคัญๆ หลักๆ ได้ครบถ้วน และไม่ได้ไปแบบชะโงกทัวร์นะครับ แต่ผมใช้วิธีเดินสำรวจกันเลยทีเดียว
วันแรกของการเดินทาง 
เริ่มออกจากสนามบินด้วยเที่ยวบินเวลาประมาณ 7 โมงเช้า ถึงสนามบินนอยไบ ประเทศเวียตนามเกือบๆ 9 โมงเช้า (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชั่วโมง 50 นาที) จากนั้นมีรถมารับ (จองรถและที่พักไว้ล่วงหน้า) ไปที่พักโรงแรม Rising Dragon Grand Hotel ซึ่งเป็นที่พักอยู่ในกลางเมือง ต้องบอกว่าทำเลดีมากๆ เพราะมีสถานที่เที่ยว และสถานที่สำคัญอยู่ในระยะที่สามารถเดินเที่ยวได้เกือบทั้งหมด
ถึงที่พักประมาณ 9 โมงครึ่ง หลังจากเช็คอิน เจ้าหน้าที่และผู้ดูแลให้บริการดีมาก อธิบายทุกอย่างที่เราควรทราบทั้งหมด เมื่อเก็บข้าวของในที่พักเรียบร้อย เราก็เริ่มออกไปสำรวจฮานอยกันทันที 
 พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์

สำหรับคนไทยที่มาเวียตนามเป็นครั้งแรก สิ่งที่รู้สึกเหมือนกันคือ "ทำไมรถมอเตอร์ไซต์มันเยอะจัง? ทำไมวุ่นวายจัง? ทำไมต้องบีบแตรกันตลอด?" และสิ่งที่ผมกังวลก่อนมาถึงเวียตนามคือ "แล้วเราจะข้ามถนนกันยังไง?", "เราจะข้ามถนนกันได้หรือไม่?"
 สุสานประธานาธิบดี โฮจิมินห์

เราใช้แผนที่ๆ ทางโรงแรมให้มาเป็นอุปกรณ์ในการนำทาง โดยมุ่งตรงไปยังทะเลสาบ หว่านเกี๊ยม เป็นเป้าหมายแรก เพราะต้องการไปเที่ยววัดง็อกเซิน ระหว่างทางมีสิ่งน่าสนใจมากมาย
เมื่อถึงทะเลสาบหว่านเกี๊ยม บอกเลยว่า หายเหนื่อย เพราะอากาศเย็นสบาย รอบทะเลสาบเป็นที่พักผ่อน ร่มรื่น วัดซึ่งอยู่กลางน้ำ มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมากมาย สำรวจภายในวัดอยู่ประมาณ 30 นาที ก็เดินทางต่อ โดยวนไปทางโรงละครกระบอกน้ำ แต่ไม่ได้แวะชมหรอกครับ เพราะกลัวเสียเวลาในการสำรวจเมืองฮานอย
 สะพานเทฮุก เป็นสะพานข้ามไปยังวัดวัดหง็อกเซิน ที่อยู่กลางน้ำในทะเลสาบหว่านเกี้ยม

หลักๆ ในการทัวร์กรุงฮานอยวันนี้คือ ไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ ที่น่าสนใจ เกือบทั้งหมด เช่น พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์, พิพิธภัณฑ์ทหาร, สุสานโฮจิมินห์, Ba Dinh Square, President Palce, อนุเสาวรีย์เลนิน และอีกมากมายที่ไม่รู้จักชื่อ แต่สาระคือได้ไปในสถานที่ๆ ต้องการครบ


วัดหง็อกเซิน อยู่กลางทะเลสาบหว่านเกี้ยม

สำหรับท่านที่จะมาเที่ยวฮานอยด้วยตนเอง สิ่งที่ควรเตรียมตัวคือ ภาษาอังกฤษ (ถ้าได้อยู่แล้วข้ามไป), ภาษาเวียตนาม ควรศึกษามาบ้างจะช่วยให้การเที่ยวของคุณออกรสชาดยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็ถามทาง, ถามราคา แต่ควรท่องเรื่องตัวเลขมาด้วย ถ้าคุณชอบช๊อปปิ้ง ถ้าคุณมีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ศึกษาตัวอักษรของเวียตนามเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย คุณก็สามารถอ่านภาษาเวียตนามได้เลย ที่เหลือคุณก็ศึกษาคำศัพย์ให้เยอะๆ คุณก็สามารถเข้าใจภาษาเวียตนามได้ไม่ยาก
จบทริปสำหรับวันแรกในฮานอยด้วยความสนุก ตื่นเต้น และเมื่อยมาก เพราะเดินตั้งแต่ประมาณ 10.00 น. จนถึงประมาณ 18.00 น. โดยวิธีการค่อยๆ เดินสำรวจไปตามรายทาง เหนื่อยก็พักหาร้านอาหารที่ดูสะอาดเพื่อเติมพลัง สำหรับช่วงเดือนมีนาคม อากาศที่ฮานอยจะอยู่ที่ประมาณ 25 องศา สบายๆ ไม่ร้อน
สิ่งที่ได้จากการเดินทัวร์ฮานอยครั้งนี้คือ 

ทำให้รู้ว่า ถึงแม้การจราจรจะดูวุ่นวายกว่าในเมืองไทย แต่สิ่งที่แตกต่างคือผู้คนที่ใช้ถนนเขารู้จักแบ่งปันกัน ไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และไม่ใช้อารมณ์ในการใช้ถนนเหมือนกับคนไทย เห็นรถวิ่งกันวุ่นวายแบบนั้นแต่ไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีมาจอดรถด่ากัน ไม่มีการมองหน้ากัน การบีบแตรของเขาจะมีเกือบตลอดเวลา แต่การบีบแตรของเขาหมายถึงการขอทางและให้เราระวังเหมือนกับบอกเราว่า "รถมาแล้วระวังหน่อยนะ" ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทยการบีบแตรส่วนใหญ่จะหมายถึง การโมโห มีอารมณ์ใส่กัน แล้วระบายโดยแตร
ความวุ่นวายบนถนนในเวียตนามสำหรับผมแล้วมันคือธรรมชาติ ไม่ต่างไปจากการเดินของผู้คนที่มีจำนวนมากๆ ในสถานที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะเดินกันยั๊วเยี้ย ตัดหน้ากันไปมา แต่ไม่มีใครเดินชนกันเลย เพราะทุกคนต่างรู้และระวังตัวเอง ไม่เดินให้ไปชนกับใครอยู่แล้ว นั่นแหละคือการจราจรในเวียตนาม
อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือการจราจรในเวียตนามจะไม่เหมือนในไทยตรงที่ รถทุกคันจะค่อยๆ ไป แต่ถ้าเป็นเมืองไทยจะขับเร็ว ออกตัวแรง แซงเป็นหลัก แต่ของเวียตนามจะค่อยๆ ไปและไปเรื่อยๆ อุบัติเหตุจึงแทบไม่มีเลยถึงแม้จะดูวุ่นวาย
สำหรับการข้ามถนนในประเทศเวียตนาม ซึ่งดูเหมือนจะข้ามยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติการใช้รถใช้ถนนของคนเวียตนามอย่างที่ผมอธิบายไว้ข้างต้น วิธีการข้ามถนนในเวียตนามโดยเฉพาะที่ฮานอยมีหลักง่ายๆ คือ เดินไปเรื่อยๆ อย่าหยุด รถที่วิ่งมาเขาจะหลบเราไปเอง เพราะอย่างที่บอกคือรถเขาไม่ได้วิ่งแบบพรวดพราดแบบเมืองไทย เขาจะมาแบบเรื่อยๆ อุบัติเหตุจึงแทบจะไม่มีเลย

วันที่สองของการเดินทาง

วันนี้เราตั้งใจจะไปสถานที่ท่องเที่ยวนอกเมืองฮานอย ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อเสียงโดยได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ใช่... เรากำลังพูดถึงเมืองฮาลอง และอ่าวฮาลอง ครับ

สำหรับประวัติความเป็นมาผมขอข้ามไปนะครับเพราะสามารถหาอ่านได้ทั่วไป แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อคือ ความรู้สึกนึกคิด รวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ ในมุมมองของประสบการณ์ตรง ณ เวลานั้นๆ ที่ผมได้สัมผัสมา

การเดินทางจากฮานอยไปยังอ่าวฮาลอง หรือที่นิยมเรียกกันว่า ฮา ลอง เบย์ นั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ส่วนการล่องเรือในอ่าวฮาลองนั้นใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า โดยรวมแล้วใช้เวลาเดินทางไป-กลับ และล่องเรือ ทั้งหมดประมาณ 10-12 ชั่วโมง (รวมเวลาแวะพักกลางทาง)
สำหรับการล่องเรื่องในครั้งนี้ สำหรับผมแล้วคิดว่าโชคดีมาก เพราะ ได้ไกด์ดี กันเอง ส่วนเรือภายในแต่งเป็นวีไอพี และคนที่ร่วมเดินทางกำลังดีไม่มากเกินไป และทั้งหมดจะมีวินัย รักษาเวลา
สำหรับคนที่ยังไม่เคยมาเที่ยวอ่าว ฮาลอง ผมมีคำแนะนำสั้นๆ ว่า ควรหาโอกาสมาสักครั้ง เพราะเป็นสถานที่สวยงาม แปลกตา คุณจะได้อยู่ในสถานที่ๆมี เกาะประมาณ 1,969 เกาะอยู่รายรอบตัว สิ่งที่ควรเตรียมมาคือ ชาร์ทแบ็ตเตอรี่กล้อง, มือถือ หรืออุปกรณ์บันทึกภาพมาให้เต็มที่ เพราะรอบตัวมีแต่ภาพที่น่าประทับใจ

สำหรับบางคนที่คิดว่าการล่องเรือที่อ่าวฮาลอง จะต้องเป็นเรื่องสำเภาแบบสมัยโบราณ ตามรูปที่โฆษณาหรือตามภาพโปรโมทที่เห็นกันทั่วไปนั้น บอกก่อนนะครับว่าไม่ใช่ เพราะหมดยุคแล้ว มีแต่เรือที่ทันสมัย ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือ การอนุรักษ์ และระเบียบวินัยของผู้ประกอบการ ทั้งส่วนของเรือล่องอ่าว และ เรือไม้ไผ่ที่คอยให้บริการ เยี่ยมชมในอ่าว มีการจัดระเบียบที่ใช้ได้ทีเดียว
ก่อนขึ้นฝั่ง ปิดท้ายการล่องเรือในอ่าวฮาลองที่ถ้ำสวรรค์ ซึ่งเป็นถ้ำที่สวยงามมาก ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม และมีรูปร่างๆ แปลกๆ ให้เราได้ใช้จินตนาการ โดยหินก้อนเดียวกันแต่อาจจินตนาการออกมาไม่เหมือนกัน ท้าทายสมองซีกขวาจริงๆ

สรุปสิ่งที่ได้จากทริปล่องเรืออ่าวฮาลอง
รถคันที่เราเดินทางไปนั้นเป็นแบบ จอยทัวร์ มีทั้ง อินโดฯ, อังกฤษ, สิงคโปร์, ฮ่องกง, เกาหลี, จีน และ ไทย ระหว่างทางไปกลับ สิ่งที่ผมมองเห็นคือ ความแตกต่างเกี่ยวกับทรรศนคติของผู้คน ที่หลากหลายเชื้อชาติในรถคันนั้น ทำให้เห็นโลกกว้างมากขึ้น รวมทั้งรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ภาษาเป็นเรื่องสำคัญมาก
หากใครยังคิดว่าภาษาอื่นไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ ไม่ต้องไปสนใจ ผมฟันธงได้เลยว่าเป็นการที่คิดผิดมากมาย ซึ่งใครที่คิดแบบนี้ในความรู้สึกผมคือ "คุณกำลังเอากะลามาครอบตัวเอง" และถ้าคุณอยากออกมาอยู่นอกกะลา สิ่งที่ควรทำคือการให้ความสำคัญกับภาษาอื่นมากขึ้น โดยเริ่มต้นที่ภาษาอังกฤษ เพราะใช้ได้ทุกที่
บนรถในระหว่างทางกลับมีหนุ่มเวียตนามที่ญาติเขารู้จักกับไกด์ฝากติดรถมาด้วย (รถมีที่นั่งเหลือ) ซึ่งดูเผินๆ ก็ไม่น่าสนใจอะไร แค่คนเวียตนามธรรมดา.. แต่ผมคิดผิดครับ เพราะหนุ่มเวียตนามคนนี้ (อายุไม่น่าเกิน 20-22) เชื่อไหมครับว่าพูดได้ทั้ง ญี่ปุ่น, จีน, อังกฤษ และผมก็คิดว่าน่าจะพูดไทยได้ด้วย เพราะเท่าที่ผมจับความที่เขาคุยกันคือ เคยเรียนที่ไทยอยู่ 2 ปี และตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในโอซาก้า... โอมายก๊อดดดดดด นี่คือประสบการณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกสุดยอดมากกับแนวคิด และทัศนคติของคนเวียตนามในปัจจุบัน แล้วหันมาดูเด็กไทย เรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่เล็กยันมหาลัย มีใครพูดอังกฤษได้เก่งไหม?

ผมเชื่อว่าประสบการณ์แบบนี้ผมจะไม่มีวันได้ หากผมซื้อทัวร์จากประเทศไทยและไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ เพราะคุณจะได้อยู่แต่กับกลุ่มทัวร์ของคุณเท่านั้น

กลับมาถึงฮานอยประมาณเกือบๆ 20.00 น. และตรงกับวันศุกร์ซึ่งเป็นวันที่มีตลาดกลางคืน ผมไม่กลับโรงแรมขอลงที่ทะเลสาบหว่านเกี๊ยมเลย เพราะต้องการเดินชมตลาดกลางคืน ซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวถนนถัดจากวงเวียน ใกล้ทะเลสาบ
ปิดท้ายที่ตลาดกลางคืน (Night Market)ผมทราบดีว่าตลาดกลางคืนก็คือตลาดนัดที่เหมือนกับบ้านเรา แต่สิ่งที่แตกต่างคือวัฒนธรรม นั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ และเป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้ผมอยากเดินตลาดกลางคืนที่นี่...
ที่ตลาดกลางคืนแห่งนี้คึกคักมาก มีสินค้าต่างๆ มาวางขายกันตลอดแนวถนนราว 500-600 เมตร ได้ โดยรวมแล้วสินค้าไม่น่าสนใจหรอกครับ (หรือว่าผมไม่ชอบช๊อปปิ้ง) แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ อาหาร, ขนม ที่มาขายตามรายทาง เป็นของกินที่บ้านๆ หากินไม่ได้อีกแล้วถ้าไม่มาเวียตนาม (ถ้าอยากกินจริงๆ ในไทยก็อาจจะมี แต่ต้องไปถึงอุดรธานี หรือ หนองคาย) เช่น บ่อ เบี๊ยะ และอีกหลายๆ อย่างที่ได้ชิม แต่ไม่รู้จักชื่อ ซึ่งทุกอย่างอร่อย
ถ้าอยากได้ของฝากที่เป็นของพื้นๆ ประจำท้องถิ่น ให้เดินตามซอยที่ตัดขวางแนวถนนที่ขายของ ตามซอยเหล่านี้จะมีทั้งของกินพื้นบ้านที่สะอาด และร้านของฝากเยอะเยอะมากมาย ราคาไม่แพง เช่นกาแฟห่อใหญ่ ซื้อได้ในราคา 120,000 ด่ง แต่สินค้าตัวนี้ถ้าไปซื้อที่สนามบินจะอยู่ที่ประมาณ 320,000 ด่ง เป็นต้น
หลังจากได้ของฝาก และได้ชิมอาหารพื้นเมืองอิ่มหนำเรียบร้อย ก็เดินกลับที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก เพื่อต้องเตรียมตัวพักผ่อนเพราะตอนเช้าต้องรีบขึ้นเครื่อง 8 โมงเช้า เป็นอันจบทริปฮานอยของผมในคราวนี้
อยากไปเที่ยวฮานอยด้วยตนเองตั้งทำอย่างไร?
การมาเที่ยวฮานอยไม่ใช่เรื่องยากครับ สิ่งที่ควรเตรียมตัวคือ
- ภาษาอังกฤษอย่างน้อยก็พอสื่อสารได้
- หนังสือเดินทาง อายุ 6 เดือนขึ้นไป 

ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางและที่พักโดยประมาณ- หากต้องการประสบการณ์ แนะนำไม่ต้องไปซื้อแพ็คเก็จทัวร์ให้เปลืองตังค์ เพราะมาเองถูกกว่าเกินครึ่ง ซึ่งโดยปกติหากเราซื้อแพ็กเก็จทัวร์ (แบบ 3 วัน 2 คืน) จะอยู่ที่ประมาณ 12,000 - 15,000 บาท/คน แต่ถ้าจองตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักเอง (จองไว้ล่วงหน้าสัก 2-3 เดือน) จะอยู่ทีประมาณ 4,000-5,000 บาท/คน แนะนำให้จองผ่าน Air Asia ที่เป็นแบบจองพร้อมห้องพัก
- สำหรับที่เที่ยวในเมือง เราใช้วิธีเดิน จะได้ประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือจะนั่งรถก็ได้ครับในบางเส้นทางแต่ควรตกลงราคากันให้ชัดเจน
- สำหรับทัวร์ล่องอ่าวฮาลอง จองกับโรงแรมที่เราพักได้เลยครับ (สูงสุดไม่เกิน 55 เหรียญ/คน - ถูกกว่านี้ก็มี แต่คุณภาพตามราคา)
- สำหรับรถรับส่ง บางโรงแรมมีให้พร้อมแต่ถ้าไม่มี เราจองให้ทางโรงแรมจัดรถมารับ-ส่งเราจะสะดวกกว่า ราคาเต็มที่ 19 เหรียญ เหมือนจะแพงกว่าปกติ 4-5 เหรียญ แต่สบายใจที่เราไม่ต้องเสี่ยงมีปัญหากับแท็กซี่

สรุปค่าใช้จ่ายในการเที่ยวฮานอยต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 7,500 บาท/คน (รวมที่ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ+ที่พัก (2 คืน)+รถรับ-ส่ง สนามบิน-โรงแรม,โรงแรม-สนามบิน+ล่องเรือที่ ฮาลองเบย์) จริงๆ ค่าใช้จ่ายทริปที่ผมไปไม่ถึง 7,000 บาท/คน ครับ แต่ผมทำตัวเลขประมาณการเผื่อเอาไว้ให้

สำหรับเงินค่าใช้จ่ายระหว่างเที่ยว พิจารณาความเหมาะสม แนะนำขั้นต่ำที่ 10,000 บาท ถ้าชอบซื้อของก็เพิ่มอีกสัก 5,000 บาท ส่วนค่าเงินของเวียตนามนั้นเฉลี่ยโดยประมาณจะอยู่ที่ประมาณ 65,xxx ด่ง ต่อ 100 บาท ซึ่งตัวเลข 3 ตัวหลังอาจเปลี่ยนแปลงตามค่าของสกุลเงินที่เปลี่ยนไป
{[['']]}

Translate

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. tonfolk-trick - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger