Latest Article :
Recent Article
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์เลี้ยง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์เลี้ยง แสดงบทความทั้งหมด

สัตว์เลี้ยง สัญญาณเตือนภัย โรคหัวใจ ในสัตว์เลี้ยง



"หัวใจ" ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของสัตว์เลี้ยง เพราะหากหัวใจหยุดทำงาน ทุกชีวิตต้องตาย หน้าที่สำคัญของหัวใจคือ สูบฉีดเลือดเพื่อนำออกซิเจนสารอาหารต่าง ๆ ผ่านทางหลอดเลือดไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ความผิดปกติที่เกิดกับหัวใจ ส่วนใหญ่มักจะทำให้การบีบตัวของหัวใจลดลง

          โรคหัวใจที่พบในสัตว์เลี้ยงสามารถพบได้เช่นเดียวกับในคน คือสามารถพบได้ตั้งแต่เกิด (พบน้อย) หรือพบภายหลังตามมา ซึ่งโดยทั่วไปมักพบว่าโรคหัวใจมีการพัฒนาขึ้นในช่วงกลางชีวิต โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง (Acquired Heart Disease) เป็นลักษณะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอายุมาก
          โรคหัวใจแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ และความผิดปกติที่กล้ามเนื้อหัวใจ สัตว์เลี้ยงที่ป่วยด้วยโรคหัวใจสามารถควบคุมอาการของโรคได้ ด้วยการให้อาหารที่ถูกต้องการออกกำลังกาย และการใช้ยาโรคหัวใจ ด้วยการเลือกใช้อาหารที่ถูกต้องร่วมกับคำแนะนำของสัตวแพทย์ จะช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขภาพแข็งแรง


       โรคหัวใจแบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ
       1. โรคลิ้นหัวใจรั่ว
          "โรคลิ้นหัวใจรั่ว" เป็นความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจ โดยมีการปิดไม่ดี ทำให้มีการรั่วไหลย้อนของเลือด ส่งผลทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งเป็นความผิดปกติที่พบบ่อยในสุนัข

       2. โรคของกล้ามเนื้อหัวใจ
          อาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการหนาตัว (ซึ่งพบบ่อยในแมว) หรือที่เรียกว่า Hypertrophic Cardiomyopathy (HCM) หรือความผิดปกติกล้ามเนื้อหัวใจอีกชนิด คือผนังกล้ามเนื้อหัวใจบางกว่าปกติและมีความอ่อนแอ ที่เรียกว่า Dilated Cardiomyopathy (DCM) มีผลให้การบีบตัวของหัวใจลดลง (ซึ่งกรณีนี้มักพบในสุนัข) ในสุนัขหรือแมวจะเป็นตรงกันข้ามกัน

          โรคหัวใจทั้งสองชนิด จะค่อยพัฒนาขึ้นโดยใช้ระยะเวลา แต่ผลในที่สุดคือ ก่อให้เกิดภาวะที่มีความรุนแรงต่อการทำงานของหัวใจที่เรียกว่า "หัวใจล้มเหลว" (Heart Failure) เกิดหัวใจวายและเสียชีวิตในที่สุด

          นอกจากโรคหัวใจ 2 ชนิดดังกล่าว อาจพบโรคหัวใจชนิดอื่น อีกได้แต่พบไม่บ่อยนักเช่นโรคพยาธิหนอนหัวใจมีพาหะมาจากยุงกัดพบได้ทั้งใน สุนัขและแมว แต่ในปัจจุบันเจ้าของสัตว์เลี้ยง มีความเข้าใจ และป้องกันมากขึ้น ทำให้โอกาสพบน้อยลง หรือในแมวที่มักพบโรคหลอดเลือดอุดตันในแมว (Feline Aortic Thromboembolism) ทำให้เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันตามขา เกิดอัมพาตตามมา เกิดเนื้อตายที่กล้ามเนื้อขา ในที่สุดขาจะเป็นเนื้อตาย มีการติดเชื้อ เพราะเกิดจากการขาดออกซิเจนแต่มักเป็นผลตามมาจากโรคหัวใจในแมวอีกที เป็นต้น


       จะทราบได้อย่างไรว่า สัตว์เลี้ยงเป็นโรคหัวใจ
          อาการของโรคหัวใจนั้นบ่งบอกได้ยาก เพราะมักคล้ายคลึงกับความผิดปกติของโรคอื่น อาการค่อนข้างผันแปร หรือไม่แน่นอน อาจจะพบได้ตั้งแต่ประเภทที่ไม่สามารถสังเกตอาการได้ จนถึงสามารถสังเกตพบอาการได้ แต่ละอาการจะมีความเด่นชัด หรือมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อการพัฒนาของโรคหัวใจมากขึ้น

       อาการโรคหัวใจที่พบได้ส่วนใหญ่ ได้แก่
            ซึม อ่อนเพลีย
            เป็นลมหมดสติ
            ออกกำลังได้น้อย เหนื่อยง่าย
            หายใจลำบาก
            ช่องท้องบวม
            ไอ
            เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
            ขาหลังเป็นอัมพาตบางส่วน (พบในแมว)

          ผู้ที่จะให้คำตอบที่ดีที่สุดว่าสุนัขหรือแมวเป็นโรคหัวใจหรือไม่ ก็คือสัตวแพทย์ประจำตัวสัตว์เลี้ยงของท่าน โดยเฉพาะสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ในด้านโรคหัวใจจะสามารถให้คำตอบที่แม่นยำ ได้ ดังนั้น การนำสัตว์เลี้ยงของทานไปตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจร่างกายโดยการฟังการ เต้นของหัวใจจะสามารถบอกความผิดปกติของหัวใจในระยะเริ่มแรกได้ 

          นอกจากนี้การวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเอ็กซเรย์ การตรวจอัลตราซาวนด์ด้วยคลื่นเสียง (Echocardiography) ก็สามารถชี้เฉพาะยืนยันได้แม่นยำและละเอียดมากขึ้น เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะทำให้ตรวจพบภาวะโรคหัวใจในระยะเริ่ม ต้นได้

          เมื่อนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ สัตวแพทย์อาจจะถามเจ้าของถึงอาการหรือข้อมูลที่จำเพาะเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ของท่าน ก่อนที่จะทำการตรวจร่างกายสุนัข ถ้าสัตวแพทย์สงสัยว่ามีปัญหาทางสุขภาพหรือโรคหัวใจ อาจจะต้องมีการตรวจพิเศษเพื่อการวินิจฉัยโรคที่จำเพาะมากขึ้น เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ การถ่ายภาพรังสี ตรวจวัด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography) การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ ด้วยคลื่นเสียง (Echocardiography) หรือตรวจวิธีการอื่นๆ ที่จำเป็นการตรวจร่างกายเป็นประจำ (ทุกปี) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะทำให้สามารถตรวจพบโรคหัวใจในระยะเริ่มต้นได้


       สาเหตุการเกิดของโรคหัวใจ

          โรคหัวใจมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว ปัญหาจากการกินอาหารไม่เหมาะสมสามารถเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้เช่น กัน นอกจากนี้ โรคอ้วน และการที่สัตว์มีน้ำหนักตัวมากเกินไปสามารถโน้มนำให้เกิดโรคได้ รวมถึง

      1. พันธุ์ของสัตว์เลี้ยง
          ในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น Poodle, Miniature Pinscher, Cavalier King Charles Spaniel มักพบปัญหาโรคสิ้นหัวใจรั่ว ขณะที่สุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น Dobermann Pinscher, Labrador Retriever, Great Dane และ Boxer มักเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ

          ส่วนในแมวสายพันธุ์ Persian, Maine Coon และ American Shorthair มักพบความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจได้มากกว่าสายพันธุ์อื่น

      2. อายุ
          ความถี่ของโรคหัวใจ มักเพิ่มมากขึ้นเมื่อสัตว์เลี้ยงอายุมากขึ้น

     3. เพศ
          สัตว์เลี้ยงเพศผู้ มักพบเป็นโรคหัวใจมากกว่าเพศเมีย


        โรคหัวใจสามารถรักษาได้หรือไม่?
          โรคหัวใจของสุนัขและแมวอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แม้ว่าการรักษาด้วยวิธีการและเทคนิคสมัยใหม่ได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในปัจจุบัน หรือการใช้ยากินบางตัวที่ต้องกินไปตลอดชีวิตอาจสามารถช่วยยืดเวลานานออกไป ได้ก็ตาม แม้ยาจะมีราคาแพงและไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่ความสำเร็จของการรักษาโรคหัวใจสุนัขขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ประการ ทั้งความร่วมมือที่ดีของเจ้าของสัตว์ และสัตวแพทย์ประจำที่สามารถตรวจพบปัญหาโรคหัวใจในระยะแรก ๆ ดูว่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะจะเป็นการช่วยรักษาชีวิตสุนัขของท่านให้ยืนยาวต่อไปและมีความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น 

          ดังนั้นการนำสัตว์เลี้ยงเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี ถือเป็นสิ่งที่เจ้าของสัตว์ควรคำนึงถึงเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับ การตรวจเช็คสุขภาพของตัวคุณผู้เป็นเจ้าของด้วยเช่นกัน
ขอบคุณที่มา : http://www.zazana.com/
{[['']]}

ลิวคีเมีย โรคลิวคีเมียในแมว



   ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ในประเทศไทยมีข้อมูลเกี่ยวกับ โรคลิวคีเมียในแมว พอสมควร ข้อมูลบางอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากตำราเมื่อสมัยก่อน ถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในประเทศไทย

          โรคลิวคีเมีย เกิดจากเชื้อไวรัส พบได้ทั่วโลก แต่หลายคนอาจนึกถึงโรคลิวคีเมียในซีรีส์เกาหลีกัน โรคลิวคีเมียเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน

โรคลิวคีเมียในแมว ติดต่อได้อย่างไร 

          การติดต่อนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากแมวสู่แมว ไม่ว่าจะเป็นทางบาดแผล (จากการกัดกัน), การอยู่ร่วมกันแบบใกล้ชิด (ยกตัวอย่างเช่นการตัดขน, การใช้ภาชนะรองอาหารร่วมกัน หรือการใช้ทรายอนามัยร่วมกัน) หรือจากแม่มาสู่ลูก (ทั้งทางรกและน้ำนม) จำง่าย ๆ ว่า เชื้อไวรัสลิวคีเมียอยู่ใน น้ำลาย, ปัสสาวะ และอุจจาระของแมวป่วย

แมวที่ป่วยเป็นโรคลิวคีเมีย มีอาการอย่างไร

          ในระยะแรก แมวอาจมีอาการเพียงแค่มีไข้ เซื่องซึม ท้องเสีย หรืออาจพบต่อมน้ำเหลืองขยายตัวขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นอาจมีอาการอื่น ๆ ได้โดยขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันในระบบต่าง ๆ อาทิเช่น น้ำหนักตัวลด ช่องปากอักเสบ ภาวะเลือดจาง อาการทางระบบประสาท เนื้องอกที่อวัยวะต่าง ๆ เป็นต้น

แมวที่เสี่ยงต่อ โรคลิวคีเมีย 

          แมวตัวผู้ ที่ยังไม่ได้ทำหมัน มีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสลิวคีเมียค่อนข้างสูง เนื่องจากธรรมชาติของแมวตัวผู้ ที่ชอบออกไปนอกบ้าน ไปต่อสู้กับแมวตัวผู้อื่นๆ เพื่อแย่งแมวตัวเมียกัน หากเป็นแมวเร่ร่อนยิ่งจะมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสลิวคีเมียสูงกว่า แมวที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน 

          อย่างไรก็ตาม สำหรับแมวที่เลี้ยงในบ้านอย่างหนาแน่น ก็มีอัตราเสี่ยงสูงไม่แพ้กัน หากมีแมวที่สามารถออกนอกบ้านไปได้ อาจนำเชื้อไวรัสลิวคีเมียกลับมา พอในบ้านมีประชากรหนาแน่น ก็มีอาจมีเรื่องความขัดแย้ง การแย่งกันเป็นใหญ่ รวมถึงความเครียดที่สูงขึ้น อันจะส่งผลให้มีการแพร่ระบาดได้

ระยะฟักตัวของ โรคลิวคีเมีย 

          ระยะฟักตัวของโรค หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่แมวได้รับเชื้อไวรัสลิวคีเมียเข้าไปในร่างกาย จนแสดงอาการเจ็บป่วย สำหรับ โรคลิวคีเมีย อาจมีระยะฟักตัวได้ตั้งแต่เดือนจนถึงปี ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แม้ว่าตัวเชื้อไวรัสลิวคีเมียจะส่งผลกระทบต่อระบบเลือด ระบบน้ำเหลือง และระบบภูมิคุ้มกัน แต่ว่าระบบอื่น ๆ ภายในร่างกายนั้นจะไวต่อการติดเชื้อแทรกซ้อนอื่น ๆ อันเป็นผลมาจากภาวะกดภูมิคุ้มกัน

 
การตรวจวินิจฉัย โรคลิวคีเมียในแมว

          การตรวจวินิจฉัยนั้นมีอยู่หลายวิธี การตรวจวินิจฉัยในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะเพิ่มความแม่นยำ แต่อย่างไรก็ดี “ผลบวกลวง” ก็อาจเกิดขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างสูง หากตรวจวินิจฉัยครั้งแรก พบผลบวก ก็มีโอกาสที่ตรวจอีกครั้งจะได้ผลลบ โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจวินิจฉัยซ้ำห่างกัน 8-12 สัปดาห์

หากตรวจวินิจฉัยพบว่าแมวที่เลี้ยงไว้เป็นโรคลิวคีเมีย ควรปฏิบัติอย่างไร 

          แมวที่วินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคลิวคีเมีย อาจสามารถมีชีวิตยืนยาวได้นับปี มีข้อมูลการศึกษาว่า 83% ของประชากรแมวที่ทำการศึกษา มีอายุยืนยาวได้ไม่เกิน 4 ปี ภายหลังจากที่ตรวจวินิจฉัยว่ามีเชื้อไวรัสลิวคีเมีย โดยมีสองปัจจัยที่ควรเข้าใจ นั่นคือควรจะหลีกเลี่ยงความเครียดและการสัมผัสต่อเชื้อโรคอื่น ๆ ดังนั้น จึงไม่ควรให้อยู่รวมกับแมวป่วย หรืออยู่กันอย่างหนาแน่น อย่างไรก็ดี มีข้อมูลว่าหากเลี้ยงแมวที่ป่วยเป็นโรคลิวคีเมียไว้ร่วมกัน จะมีความเครียดน้อยกว่า กักขังให้อยู่เพียงลำพัง

          หากพบอาการป่วยเนื่องจากการติดเชื้อแทรกซ้อน ก็ให้รีบทำการรักษา อาจให้ยาปฏิชีวนะ ให้สารน้ำ หรืออาหารที่มีคุณค่าสูง หากพบก้อนเนื้องอก อาจให้การรักษาคีโมร่วมกับให้ยาในกลุ่มสเตรียรอยด์ ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

          ยาสำหรับคนที่นำมาใช้กรณีติดเชื้อ HIV มีรายงานว่าประสบความสำเร็จในการใช้ในแมวบ้าง แต่ก็มีผลข้างเคียงพอสมควร รวมถึงยาที่มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา (ในคน) ก็มีการนำมาทดลองใช้กับแมวที่ป่วยเป็นโรคลิวคีเมีย

การป้องกัน โรคลิวคีเมียในแมว

          เนื่องจากไม่มีวิธีรักษา การป้องกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แม้ว่าไม่มีวัคซีนตัวใด ที่สามารถให้ผลสร้างภูมิคุ้มกันในระดับ 100% แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมียเลย โดยเฉลี่ยได้ผลประมาณ 75% – 85% นอกจากนี้ การแยกแมวที่ป่วยเป็นโรคลิวคีเมียออกจากฝูง และไม่ให้ออกไปสู่ภายนอก เป็นการควบคุมการระบาดของโรคลิวคีเมียได้เป็นอย่างดี 

          สำหรับการผ่าตัดทำหมันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะลดพฤติกรรมการออกไปนอกบ้านของแมวตัวผู้ อันจะเพิ่มโอกาสความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อไวรัสลิวคีเมียได้อีกทางหนึ่ง ด้วย
ขอบคุณที่มา : http://www.zazana.com
{[['']]}

อาหาร อันตราย สำหรับ สุนัข



Choclate ( Deadly )
เนื่องจากมีส่วนประกอบของ Theobromine ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำ ให้การไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง อาจทำให้หัวใจวายได้ และเป็นสาเหตุของโรคอื่น ๆ ชอคโกแลตยิ่งดำ ยิ่งอันตราย ( เพราะสารพิษส่วนใหญ่มันอยู่ในโกโก้ milk chocolate มีสารพิษน้อยกว่า ) อาการของสุนัขคือ ฉี่บ่อย ท้องร่วง หัวใจเต้นแรง รุกรน ไม่อยู่นิ่ง กล้ามเนื้อเกร็ง สั่น จนถึงอาการโคม่า

Bones ( Dangerous to deadly )
เป็นอันตรายอาจทำให้เสียชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็น อย่างสุกหรืออย่างดิบ กระดูกของเล่นที่ทำสำหรับเป็นของเล่น สามารถที่จะ แตกย่อย สลาย ไม่มีคมเวลากลืนลงไป แต่กระดูกจริง ๆ ของสัตว์ต่าง ๆ เป็นจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ชิ้น ๆ เป็นอันตราย อาจทิ่มตำในช่องปาก รวมถึงระบบย่อยอาหาร ถ้าไปทำปัญหาให้ กับระบบทางเดินหายใจ จะหายใจไม่ออก อาจเสียชีวิตทันที พาไปพบหมอทันทีหากสังเกต เห็น มีอาการพยายามเอาอะไรออกจากปาก หายใจติดขัด หอบ พยายามจะอาเจียน ไอ

Liver ( Dangerous )
เนื่องจากตับมีไวตามิน A มาก มีประโยชน์ต่อสุนัข แต่ถ้าได้ รับในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาเรื่องกระดูก ถ้าสุนัขได้รับไวตามิน A จาก อาหารเสริม ( supplements ) เพียงพอตามกำหนดแล้ว ไม่ควรให้ตับเพิ่มอีก

Raw meat and Pautry ( Deadly to dangerous )
เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก เป็ด ไก่ ที่ ยังไม่ได้ทำให้สุก มีแบคทีเรียที่ทำอันตรายถึงตายได้ จะมีอาการเป็นไข้ อ่อน เพลีย ติดต่อถึงสัตว์อื่นและคนได้

Raw eggs ( Dangerous )
ถึงแม้ไข่จะมีประโยชน์ทำให้ร่างกายสุนัขแข็งแรง แต่ให้ ระวังการให้ไข่ดิบ เนื่องจากในไข่ดิบมีแบคทีเรียบางตัวที่เป็นสาเหตุให้ขนร่วง อ่อนแอ โตช้า และมีปัญหากระดูก

Onion ( Dangerous )
หัวหอม มีฤทธิ์ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้มีการนำ oxygen เข้าสู่ร่างกายสุนัขได้น้อยลง ไม่พอต่อความต้องการ ถึงแม้สุนัขจะได้กินเพียงแค่ 2 ชิ้นต่อ 1 อาทิตย์ ก็เป็นปริมาณเพียงพอที่จะทำให้สุนัขมีอาการ อ่อนแอ เพลีย น้ำหนักลด ซึม หัวใจเต้นเร็ว ( เรียกอาการที่เกิดจากกินหัวหอมว่า Heinz body hemolytic anemia

Milk ( Disagreeable )
ไม่ทุกตัวที่มีปัญหา ในนมจะมี Lactose ที่ในสุนัขบางตัว ไม่มีเอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยได้ ถ้าสุนัขกินนม หรือผลิตภัณฑ์จากนมเช่น ไอศครีม โย เกิรต แล้วมีอาการท้องเสีย ,ขาดน้ำ , ระคายเคืองผิวหนัง ก็แสดงว่าสุนัขตัวนั้น ไม่มีเอ็นไซม์ช่วยย่อย จึงควรหยุดให้นมทันที

Pork ( Disagreeable )
เนื้อหมูส่วนใหญ่มีส่วนที่เป็นไขมันเยอะ ถ้าให้สุนัขกิน มากเกินไปอาจทำให้ไขมันไปอุดตันในเส้นเลือด ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมู โดยเฉพาเบคอน นอกจากจะมีไขมันเยอะแล้ว ยังมีสารโซเดียมไนเตรท อีกด้วย

Mushroom ( Disagreeable to Deadly )
เห็ดที่คนกินได้ ไม่เป็นอันตรายต่อสุนัข แต่ว่าถ้าหลีกเลี่ยงได้ ควรไม่ให้สุนัขกิน เพราะถ้าสุนัขเคยชินกับรสชาด และ กลิ่นของเห็ด เมื่อสุนัขออกไปเจอเห็ดมีพิษที่ขึ้นตามสนามหญ้า หรือสวนสาธารณะ ได้กลิ่นเห็ดที่คุ้นเคย อาจทำให้สุนัขกินเห็ดมีพิษได้
{[['']]}

10 สุนัขพันธุ์ดุ ตามสายพันธุ์

 1. อเมริกันพิทบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier)

            แค่เพียงได้ยินชื่อก็ทำให้หลายคนออกอาการหวาดกลัวไปตาม ๆ กัน เพราะข่าวคราวของสุนัขพันธุ์นี้ไม่ค่อยจะมีดีสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ พิทบูลก็พร้อมจะเข้าจู่โจมได้ตลอด แถมจัดการเหยื่อให้อยู่หมัดภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งสัญชาตญาณความโหดร้ายพัฒนามาจากการผสมข้ามสายพันธุ์ ทำให้มีนิสัยดุร้าย ร่างกายของพิทบูลแข็งแรงและทรงพลังกว่าสุนัขทั่วไป ทั้งกล้ามเนื้อและฟันกราม แถมยังว่องไวปราดเปรียว มีความอดทนเป็นเลิศไม่หวั่นไหว แม้บาดแผลจะลึกฉกรรจ์ แต่ทั้งนี้หากพิทบูลกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของใครแล้ว พิทบูลก็จะจงรักภักดีกับเจ้านายไปจนวันตายเลยล่ะ
 2. ร็อตไวเลอร์ (Rottweilers)

           สุนัขสัญชาติเยอรมนีที่มีความโดดเด่นในเรื่องการต่อสู้ โจมตี และพละกำลังที่เหลือล้นด้วยร่างกายที่กำยำแข็งแรง ซึ่งเมื่อถึงวัยเจริญเติบโตเต็มที่อาจมีน้ำหนักมากถึง 50 กิโลกรัมเลยทีเดียว ฉะนั้นหากเหยื่ออยู่ใต้กรงเล็บแล้วแทบจะไม่มีโอกาสรอดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เหยื่อต่อสู้ดิ้นรน ร็อตไวเลอร์ก็จะยิ่งขบกรามสะบัดเขี้ยวจนกว่าจะแน่นิ่งและขาดอากาศหายใจในที่สุด แต่เนื่องจากเป็นสุนัขที่ฉลาดและมีความจำที่ดี ดังนั้นในหลายประเทศจึงนิยมนำมาเลี้ยงพร้อมกับฝึกฝนเพื่อใช้ในการคุ้มกัน

3. เยอรมันเชพเพิร์ด (German Shepherd)

           ลักษณะเด่นของสุนัขพันธุ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ร่างกายอันสง่างามและทรงภูมิเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกันหน้าตาก็ยังน่ารักบวกกับความกระตือรือร้นตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา นี่ยังไม่รวมถึงความคิดที่ชาญฉลาด และความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมพร้อมลุยทุกสถานการณ์ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ามีคนนิยมนำเยอรมันเชพเพิร์ดไปฝึกฝนอยู่บ่อยครั้ง จนได้สมญานามว่า สุนัขอารักขา
 4. บ็อกเซอร์ (Boxer)

           ถึงแม้ในเวลาปกติอาจจะดูร่าเริง น่ารัก ขี้เล่น ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใด แต่ก็ไม่ควรแหย่หรือทำให้บ็อกเซอร์โกรธเกรี้ยวเลยเชียว โดยเฉพาะคนที่ไม่สนิทสนมกับพวกมันมาก่อน กับในเวลาที่อยู่รวมกันเป็นฝูง นิสัยจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที โดยพร้อมจะโจมตีคู่ต่อสู้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในบริเวณอาณาเขตที่คุ้นเคย หรือต่างสถานที่ก็ตาม
 5. ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian husky)
 
           พื้นเพเดิมของไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสัตว์เลี้ยงของเผ่าชัคชิที่อาศัยอยู่บริเวณทางตะวันออกของประเทศรัสเซียซึ่งเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัด ดังนั้นชาวเมืองจึงจำเป็นต้องฝึกฝนไซบีเรียน ฮัสกี้ ให้มีร่างกายแข็งแรง เพื่อทนต่อความเหน็บหนาวได้ดี มีความอดทนเมื่อต้องเดินทางไกล และความดุร้ายสำหรับใช้ประโยชน์ในการล่าอาหารจนกลายเป็นสัญชาตญาณที่ถูกส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น แต่ตอนนี้ไซบีเรียน ฮัสกี้ ได้กลายเป็นสุนัขคู่ใจของใครหลายคนไปแล้ว ด้วยหน้าตาที่น่ารัก นิสัยที่ขี้เล่นนั่นเอง
 6. อลาสกา มาลามิว ( Alaskan Malamutes)

           หน้าตาของอลาสกา มาลามิว หากดูเผิน ๆ จะเห็นว่ามีคลายคลึงกับไซบีเรียน ฮัสกี้ มาก ๆ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองสายพันธุ์แตกต่างกันก็คือ อลาสกา มาลามิว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ และไม่สามารถฝึกฝนให้โจมตีหรือล่าเหยื่อได้เหมือนกับไซบีเรียน ฮัสกี้ แต่เมื่อก็ตามที่รู้สึกหงุดหงิดหรือเบื่อก็จะแสดงความก้าวร้าวออกมาได้ เพราะฉะนั้นเจ้าของจำเป็นจะต้องฝึกให้สุนัขอารมณ์ดี ด้วยการพาไปออกกำลังกาย และดูแลเอาใจใส่ด้วยความรักอยู่เสมอ
 7. โดเบอร์แมน พินเชอร์ (Doberman Pinschers)

           เรียกกันสั้น ๆ ว่า โดเบอร์แมนเป็นสาพันธุ์สุนัขที่นิยมเลี้ยงเอาไว้สำหรับป้องกันและระวังภัย ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความจงรักภักดีต่อเจ้านายเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความสามารถเป็นเลิศทั้งในเรื่องของความฉลาดและความกระตือรือร้น ซึ่งสุนัขพันธุ์นี้จะแสดงความดุร้ายออกมาต่อเมื่อโดนกระตุ้นอารมณ์หรือเห็นว่าคนที่รักถูกทำร้ายเท่านั้น
 8. เชา เชา (Chow chow)

           ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าขนฟูหน้าตาแนวอาตี๋อย่างเชา เชา จะมีนิสัยดุร้ายแฝงอยู่ในตัว โดยเฉพาะในเวลาที่มีคนแปลกหน้าเดินเข้าใกล้เจ้านายอันเป็นที่รักยิ่ง ถูกทำให้ตกใจ หรือโดนแกล้ง ก็พร้อมที่จะต่อสู้ในทันที หรืออาจแสดงท่าทีก้าวร้าวอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน ฉะนั้น ควรเข้าหาอย่างถูกวิธี และเล่นด้วยความสุภาพจะดีกว่า
 พรีซา คานาริโอ (Presa Canario)

           เพียงแค่เห็นหน้าก็รู้ถึงนิสัยและความน่าเกรงขามได้เป็นอย่างดี ความดุร้ายสืบเนื่องมาจากในช่วงศตวรรษ18 มีการนำพรีซา คานาริโอ ไปฝึก เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยต่อสู้ในช่วงสงคราม จากเหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ร่างกายมีการพัฒนาให้แข็งแกร่งและมีความอดทนพร้อมตั้งรับและจู่โจม เมื่อมีคนแปลกหน้าหรือศัตรูเข้ามาใกล้
10. ดัลเมเชี่ยน (Dalmatian)

           ความน่ารักน่าชังของดัลเมเชี่ยนในภาพยนตร์หรือการ์ตูน ทำให้ผู้คนทั่วโลกหลงรักเจ้าสุนัขพันธุ์นี้ แต่ในความเป็นจริงสุนัขสายพันธุ์นี้ก็มีความดุร้ายแอบแฝงอยู่ตามสายพันธุ์เช่นเดียวกัน ซึ่งจะแสดงออกมาในเวลาที่เจ้าของหรือมีสมาชิกโดนทำร้ายก็จะตอบโต้ไปตามสัญชาตญาณ แต่ในเวลาปกติดัลเมเชี่ยนจะเป็นเพียงแค่สุนัขที่ซื่อสัตย์ ฉลาด และพร้อมผูกมิตรกับทุกคน

           แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าสุนัขหน้าตาน่ารักดูไม่มีพิษภัยกับใครจะติดอันดับเข้ามาด้วย ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของสุนัขแต่ละตัวด้วย หากถูกเลี้ยงอย่างถูกวิธี เจ้าตูบที่อยู่ในสายพันธุ์ดุ ก็อาจเป็นแค่น้องหมาน่ารัก ๆ ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนสี่ขานิสัยดี ขี้เล่น ไม่ต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ เลยล่ะ
{[['']]}

10 อันดับสายพันธุ์สุนัขที่ฉลาดที่สุดในโลก

 อันดับ 1 : Border Collie ลักษณะนิสัยขี้เล่น ร่าเริง เป็นมิตร มีความสามารถในการเรียนรู้สูง ประสาทไวต่อสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ เช่น เสียง สิ่งเคลื่อนไหว และกลิ่น
 อันดับ 2 : Poodle เสน่ห์ของสุนัขพันธุ์นี้อยู่ที่ ฉลาด รู้ภาษา ร่าเริง ช่างประจบ
 อันดับ 3 : German Shepherd ลักษณะนิสัยกระตือรือร้น ตื่นตัว กล้าหาญ ร่าเริง เชื่อฟัง กระหายที่จะเรียนรู้และฉลาดมาก มักถูกใช้ต้อนแกะ เฝ้ายาม กิจกรรมต่างๆ ของตำรวจ นำทางคนตาบอด แกะรอยค้นหา 
 อันดับ 4 : GoldenRetriever ลักษณะนิสัยเป็นมิตร สุภาพ ใจดี ซื่อสัตย์ มีความสามารถพิเศษในการจดจำง่ายต่อการฝึกฝน กระฉับ
 อันดับ 5 : Doberman Pinscher ลักษณะนิสัยฉลาด กล้าหาญ ตื่นตัว เชื่อฟัง คอยระวังภัยตลอดเวลา จัดว่าเป็นสุนัขอารักขาที่ดีที่สุดในโลก
 อันดับ 6 : Shetland Sheepdog ลักษณะนิสัยฉลาด มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ รักเด็ก และมีสัญชาตญาณที่ดีด้วย
 อันดับ 7 : Labrador Retriever  มีหลายสีลักษณะนิสัยฉลาด ใจดี เป็นมิตร สุภาพ ไม่ก้าวร้าว ตอบสนองรวดเร็ว ปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้ง่าย สามารถฝึกความสามารถพิเศษอื่นๆ ได้มากมาย เช่น ค้นหาผู้ประสบภัย , ค้นหายาเสพติด ฯลฯ
 อันดับ 8 : Papillon ลักษณะนิสับฉลาด แข็งแรง กล้าหาญ รักเจ้าของ ขี้เล่น กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งรอบข้าง เป็นมิตร และพร้อมที่จะปกป้องเจ้าของจากผู้บุกรุก
 อันดับ 9 : Rottweiler ลัษณะนิสัยเป็นสายพันธุ์ที่มีสัญชาตญาณที่ต้องเอาตัวรอด แต่ในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ให้เป็นสุนัขที่มีความฉลาด ชอบการสัมผัสอย่างทะนุถนอม และสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว หากได้รับการฝึกฝนที่ดีจะเป็นสุนัขที่เชื่อฟังคำสั่ง ใจเย็น เป็นทั้งเพื่อนและยามเฝ้าบ้านที่ดี
อันดับ 10 : Australian Cattle Dog เป็นสุนัขสายพันธุ์ใหม่ ที่มีต้นกำเนิดมาจากการทดลองผสมข้ามพันธุ์ มีความอดทนเหมือนสุนัขพื้นเมือง มีความสามารถทางปศุสัตว์ ซื่อสัตย์ และฉลาด
{[['']]}

Translate

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. tonfolk-trick - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger