Latest Article :
Recent Article
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ X-File แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ X-File แสดงบทความทั้งหมด

10 โรงเรียนที่ผีดุที่สุดในประเทศไทย


มาฟังเรื่องราว 10 ตานานผีเฮี้ยนในโรงเรียนของประเทศไทย
เราเคยได้ยินเรื่องราวตำนานของ 10 มหาวิทยาลัยผีดุกันไปแล้ว คราวนี้มาฟัง "10 ตำนานเฮี้ยน โรงเรียนผีดุที่สุดของประเทศไทย" กันบ้าง โดยเรื่องเล่าต่อไปนี้นั้นเป็นตำนานที่ยัง­คงถูกพูดถึงและบอกเล่ากันมาปากต่อปาก จะหลอนและน่ากลัวแค่ไหน


{[['']]}

ร่างมัมมี่ของพระสงฆ์ในจีน เสียชีวิตมานานกว่า 3 ปีแต่ไม่เน่าเปื่อย




พระ Fu Hou เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่วัย 94 ปีในวัด Puzhou นคร Quanzhou มณฑล Fujian ประเทศจีน ซึ่งท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน และก่อนที่จะเสียชีวิตท่านก็บอกให้คณะศิษย์เก็บสรีระสังขารของท่านเอาไว้



ดังนั้นหลังจากที่ท่านเสียชีวิตลงคณะศิษย์จึงได้นำร่างของพระ Fu Hou บรรจุไว้ภายในหีบศพทรงกระบอกขนาดใหญ่ในท่านั่งขัดสมาธิ จากนั้นก็ใส่ถ่านและไม้จันทร์ไว้ภายในก่อนจะปิดให้มิดชิดเพื่อเป็นการรักษาสภาพศพ




และเมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี ทางวัดก็ได้ทำการเปิดหีบศพของพระ Fu Hou ออกมา ปรากฎว่าร่างของท่านไม่เน่าเปื่อยเลย แต่กลับแปรสภาพกลายเป็น "มัมมี่" ดังนั้นทางวัดจึงทำความสะอาดสรีระสังขารของท่านจากนั้นก็นำทองคำฉาบไปทั่วสรีระสังขาร แล้วจึงเปิดเผยให้คนได้เคารพและสักการะกัน






ข้อมูลและภาพประกอบจาก "dailymail"
ที่มา : clipmass
{[['']]}

7 ตำนานผีพยาบาทจากทั่วโลก



ทั่วโลกมักมีเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ที่ตายแ­ล้วยังมีห่วงบนโลก บางคนก็ยังห่วงคนที่รัก บางคนก็ติดสัญญาบางอย่างอยู่ แต่บางคนก็ติดอยู่กับความแค้น!! ความแค้น...ที่ยังคงเหนี่ยวรั้งพวกเขาให้ย­ังวนเวียนอยู่บนโลกคนเป็น หลอกหลอน แก้แค้น หรือเข่นฆ่าผู้คนที่มันพบเจอแม้จะไม่เกี่ย­วข้องอะไรกับมันเลยก็ตาม และนี่คือ 7 ตำนานผีพยาบาทจากทั่วโลกที่เต็มไปด้วยความ­โกรธแค้นรอให้เราไปค้นหาและทำความรู้จักกั­บพวกมัน


ขอบคุณ Youtube :: Bearry Channel
{[['']]}

สตรีผู้มีบุญ แห่งแผ่นดิน มังกร



ในประวัติศาสตร์จีนมีสตรีหลายนางได้รับการยกย่องว่าบุญญาธิการสูง ในกระบวนสูงสุดมนุษย์นั่งไหว้คงได้แต่พระนางบูเช็กเทียน (武则天) ผู้ได้ครองบัลลังค์มังกรเป็นฮ่องเต้องค์แรกที่เป็นสตรี แต่เอาเข้าจริงชีวิตของพระนางก็ดูไม่สบายเท่าไรนัก เพราะว่าต้องสู้ฝ่าฟัน ฆ่าคนมากมาย เป็นศัตรูกับลูกตัวเอง และสุดท้ายก็ถูกปลดในยามชรา
ถือว่าเหนื่อยจัดจนไม่รู้ว่าจะเรียกว่ามีบุญหรือมีกรรมดี
แม้บางคนจะต่อสู้ฝ่าฟันมาเหนื่อยยาก แต่บางคนก็ไม่ได้ต่อสู้ สตรีบางคนชีวิตสบายอยู่ในวังอย่างเป็นสุขไม่ได้ต่อสู้อะไรแต่ว่าอายุก็สั้นเกินไป ไม่กี่ปีก็สิ้นลม พูดง่ายๆคือ บุญมากแต่มีเวลาเสวยบุญน้อย
ภาพพระนางบูเช็กเทียน


อย่างไรก็ตามคนที่ขึ้นมาสบายๆและใช้ชีวิตสบายๆนานๆจนกระทั่งสิ้นลมยามชรานั้นก็มีอยู่ สตรีที่ว่านั้นคือพระมารดาของพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ (乾隆皇帝) นั้นเอง
พระมารดาของพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ นั้นมีกำเนิดในสกุลสูงคือตระกูลหนิวฮู่ลู่ (钮祜禄氏) ถือเป็นตระกูลขุนนางเก่าที่มีบทบาทในการก่อสร้างแผ่นดินราชวงศ์ แต่อย่างไรก็ตาม สายสกุลของพระองค์น่าจะเป็นสายหนิวฮู่ลู่ที่ออกจะบ้านๆสักหน่อย บิดาเป็นข้าราชฝ่ายบุ๋นยศกลางๆแค่ระดับสี่ ที่บ้านไม่ได้รวยมากนัก ต้องค้าขายไปด้วย พระนางในวัยเยาว์ต้องออกไปขายขนม แต่จะด้วยความน่ารักหรืออะไรก็ไม่รู้ขายขนมดีเป็นเทน้ำเทท่า แถมไปขายร้านไหนคนขายของแถวนั้นก็พลอยขายดีไปด้วย จนคนตั้งฉายาว่า "แม่นกนำโชค"
ภาพพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ในวัยหนุ่ม


ภายหลังถูกคัดเลือกเข้ามาในวัง และได้รับการจัดสรรให้เป็นหม่อมห้ามของหยงชินหวาง (雍亲王) ซึ่งในอนาคตจะเป็นพระเจ้าหยงเจิ่ง (雍正皇帝) อันโด่งดัง แต่ว่าด้วยกำเนิดอันสูงแต่ไม่ได้สูงมาก ดังนั้นพระนางเมื่อแรกเข้าวังจึงไม่ได้ตำแหน่งพระชายาเอกตี่ฟูจิ่น (嫡福晋) พระชายารองเชอฟูจิ่น (侧福晋) แต่ได้รับแต่ตำแหน่งนางห้ามตัวเล็กๆยศ "เก่อเกอ" (格格)ซึ่งถือว่าต่ำสุดในวังแล้ว
อย่างไรก็ตามแม้จะได้ยศต่ำ แต่ว่าพระองค์ก็มีบุญอยู่บ้างที่มีพระโอรส ๑ พระองค์ เป็นโอรสองค์ที่สี่ของหยงชินหวาง แต่บุญในขณะนั้นก็ดูเหมือนจะมีแค่นั้น เพราะว่าแม้จะมีลูกกับเขาแถมเป็นลูกชาย พระสามีก็มิได้ยกย่องขึ้นมาให้เป็นพระชายารอง ให้เป็นแต่หม่อมห้ามย่ำต๊อกอยู่สืบไปเป็นสิบปี กระทั่งโอรสองค์น้อยอายุได้ ๑๒ ปีก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีอะไรดีขึ้น แม้ยามพระสามีป่วยไข้ก็รับใช้อย่างดี ว่ากันว่าพระสามีเมตตาขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นในชีวิต ยังเป็นหม่อมตัวน้อยสืบไป
วัดลามะ หรือภาษาจีนเรียกว่า "หยงเหอกง" (雍和宫) แต่เดิมเคยเป็นวังที่พระทับของพระเจ้าหยงเจิ่งครั้งยังเป็นเจ้าชาย


แต่หลังจากรอคอยอย่างสงบมานาน ในที่สุด หยงชินหวางกราบทูลพระบิดาพระเจ้าคังซี (康熙皇帝) ให้มาชมดอกโบตั๋น ที่วังของตน พระเจ้าคังซีเสด็จพระราชดำเนินมาถึง ก็ทรงทอดพระเนตรดอกโบตั๋น แต่ในหมู่ดอกโบตั๋นนั้น พระโอรสองค์น้องหงลี่ องค์ชายสี่ที่ไร้ความสำคัญ ตำนานเล่าว่ากำลังรำดาบหรือท่องหนังสืออยู่ก็ไม่รู้ แต่คล่องแคล่วถูกพระทัยพระเจ้าคังซีเหลือเกิน พระองค์เลยเรียกมาใกล้ๆ หลังจากทรงคุยกับพระนัดดาตัวน้อยก็โปรดปรานยิ่งนัก ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด จนออกพระโอษฐ์ขอให้ส่งให้พระองค์เลี้ยงเอง พร้อมทั้งเอ่ยชมพระนัดดาว่า "หลานคนนี้มีบุญยิ่งกว่าใคร" (是福过于予) เลยเรียกให้มารดาของเด็กคนนี้มาหา พอหม่อมที่ไร้ค่าคนนี้เข้าเฝ้า พระเจ้าคังซีก็หัวเราะร่า พลางตรัสว่า "คนมีบุญ คนมีบุญ" ไม่หยุด (有福之人)
คำตรัสของพระเจ้าคังซีดูเหมือนจะเป็นคำอวยพรให้พระนาง เพราะอนาคต พระนางก็มีบุญเช่นนั้นจริงๆ แม้จะต้องรอหน่อย
รูปพระเจ้าคังซี


เมื่อหยงชินหวางขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าหยงเจิ่น พระองค์ตั้งเหล่านางในของพระองค์ให้เป็นพระสนม หม่อมแซ่หนิวฮู่ลู่ ได้ถูกยกเป็นพระสนมชั้นเฟย นามว่า สีเฟย (熹妃) แม้ตอนนี้บุญของพระนางจะเริ่มมาแล้ว แต่ก็ดูไม่น่าจะมากอะไรไปกว่านั้น พระเจ้าหยงเจิ่นมีเซี่ยวจิงเสี่ยนฮองเฮา(孝敬宪皇后) เหนียนกุ้ยเฟย (年贵妃) และฉีเฟย (齐妃) รวมทั้งสิ้นสามพระองค์ที่ยศสูงกว่า เป็นที่รักมากกว่า และทั้งหมดทั้งมวลล้วนมีพระโอรส พระนางก็นั่งคอยอย่างสงบใช้ชีวิตเป็นเฟยต่อไปอย่างเงียบๆ
ภาพพระเจ้าหยงเจิ่ง


ใครจะคาดคิดพระโอรสฮ่องเฮาสิ้นบุญไปก่อนพระบิดาจะขึ้นครองราชย์ ในปีที่สามของรัชกาลพระสนมเอกเหนียนกุ้ยเฟยก็สิ้นลม หลังจากนั้นไม่นานลูกชายของนางก็ล้มป่วยและจากไปตั้งแต่วัยเยาว์เหมือนจะตามมารดาไปปรโลก เหลือแต่ฉีเฟย ที่โปรดกว่านางยิ่งนัก แถมแต่เดิมมียศเป็นพระชายารองกับลูกชายที่มียศสูง ดูไปดูมาน่าจะได้ขึ้นครองราชย์ แต่ในปีที่ห้าของรัชกาลพระเจ้าหยงเจิ่น บังเอิญลูกชายไปงัดข้อกับพ่ออย่างไรก็ไม่รู้ เลยถูกทอดยศ แถมมีบันทึกเล่าว่า ถูกสั่งประหารเสียด้วย
สุดท้ายในปีที่แปดของรัชกาลพระเจ้าหยงเจิ่น ฮ่องเฮาก็สิ้นลม
เหลือเพียงแต่สีเฟยคนเดียว ยืนเด่นเป็นสง่า ในที่สุด ปีที่แปดของรัชกาล พระนางก็ได้รับการสถาปนาเป็นกุ่ยเฟย สันนิษฐานว่าไม่ได้มีพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ว่าก็ได้รับยกย่องให้เป็นกุ่ยเฟย มีอำนาจครองทั้งวัง
ภาพเซี่ยวจิงเสี่ยนฮ่องเฮา


และแล้วในที่สุด ในปีที่ ๑๓ ของรัชกาล พระเจ้าหยงเจิ่นล้มป่วยและสวรรคตไปในที่สุด พระโอรสองค์ที่ ๔ ได้ขึ้นครองราชย์เป็นเฉียนหลงฮ่องเต้ พระนางกลายเป็นฮ่องไทเฮา พระเจ้าเฉียนหลงเป็นลูกที่สนิทกับแม่ จะไปไหนมาไหนก็ไปกับแม่เสมอ หรือแม่อยากจะไปไหนก็พาไป คนเขาว่าพระนางดั้งเดิมน่าจะเป็นชาวใต้ อยู่แถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงที่เรียกกันว่าเจียงหนาน พระองค์รู้ว่าพระมารดาอยากเสด็จเยี่ยมถิ่นเดิม พระองค์เสด็จทางใต้ ๗ ครั้ง พาพระมารดาไปด้วย ๔ ครั้ง นี้ยังไม่นับพาพระมารดาไปแถวภาคตะวันออกไกลโพ้นอันเป็นรกรากของเผ่าแมนจู พาเสด็จไปซานสี ขึ้นเขาบูชาเทพ พาไปบวงสรวงเขาไท่ซาน พาไปล่าสัตว์ และการไปนี้ไม่ได้ไปแค่ครั้งเดียว แต่ละที่ไปถึง ๓ - ๔ ครั้งเป็นอย่างน้อย ถ้าที่ใกล้ๆปักกิ่งก็ไป ๓๐ กว่าครั้งต่อที่ เรียกได้ว่าพระเจ้าเฉียนหลงเสด็จไปไหน พระมารดาย่อมเสด็จไปด้วย จนหลังๆพระชนม์มากจนเสด็จไม่ไหว พระเจ้าเฉียนหลงเลยเอาใจพระมารดาโดยการสร้างพระราชวังฤดูร้อนที่ทุกวันนี้เรียกว่า ฮี้เหอหยวน จำลองทิวทัศน์ของทางใต้ แถบหางโจว ซูโจว ให้พระมารดาเดินเล่นเพื่อให้หายคิดถึง แถมขนพันธุ์ไม้จากทางใต้ที่พระมารดาโปรดมาปลูกอีก สืบไปพระมารดาอยากไปทางใต้แต่เสด็จไม่ไหว จะได้เดินเล่นในสวนหลวงนี้เอง เมื่อมีพระชนม์พรรษาครบ ๖๐ ๗๐ และ ๘๐ ก็มีงานฉลองขนาดมโหฬารให้ ชนิดฉลองทั้งแผ่นดิน
ภาพบรรยากาศการเดินทางของราชสำนักพระเจ้าเฉียนหลง
และภาพพระเจ้าเฉียนหลงถวายพระพรพระมารดาในงานวันพระราชสมภพของพระนาง


บุญของพระนางสูงมาก เพราะลูกดี นับตั้งแต่เริ่มเป็นใหญ่ในวังครั้งพระเจ้าหยงเจิ่งจนสิ้นพระชนม์กินบุญต่อไปอีก จนสวรรคตในอายุ ๘๖ ปี รวมระยะเวลาเสวยบุญสตรีผู้เป็นใหญ่ในวังและแผ่นดิน ๔๒ ปี
ถือว่าเป็นคนมีบุญที่ไม่มีใครเทียบเทียมดังพระเจ้าคังซีว่า
ใครจะคิด ว่าลูกข้าราชการตัวเล็กๆที่ขายขนมข้างทางจะสบายและมีความสุขได้ถึงเพียงนี้
ถือเป็นสตรีที่มีบุญสุดๆในประวัติศาสตร์จีนเลยก็ว่าได้
ภาพสมเด็จพระพันปีหลวงเซียวเซิงเสี่ยนฮ่องไทเฮาในชุดเต็มยศ


ขอบคุณบทความจาก คุณ han_bing เรือนไทยดอทคอม
{[['']]}

ฮาชิมะ เกาะร้าง วิญญาณหลอน



เกาะฮาชิมะอยู่ห่างจากเมืองนางาซากิประมาณ 15 กิโลเมตร ด้วยรูปร่างที่คล้ายเรือรบ ทำให้ถูกขนานนามว่า Battleship Island หรือ เกาะเรือรบ ในอดีตเกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยถ่านหิน จนมีการเริ่มทำเหมืองอย่างจริงจังใน ค.ศ.1887 ก่อนที่ มิตซูบิชิ บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นจะซื้อที่นี่ไปพัฒนาเป็นเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการถ่านหินในการพัฒนาอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นยุคนั้น ทำให้มีการอพยพแรงงานและครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะจนเต็มพื้นที่
ทว่านอกจากเป็นเหมืองแล้ว เกาะแห่งนี้ยังเป็นเหมือนสถานที่คุมขังนักโทษด้วย เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์ชาวจีนและเกาหลีใต้ที่เป็นเชลยสงครามมาทำงานในเหมืองถ่านหิน ความทารุณที่แรงงานเชลยศึกได้รับ ทำให้ในสายตาของชาวจีนและเกาหลีใต้มองเกาะฮาชิมะเป็นสถานที่แห่งฝันร้ายมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อปี 2517 มิตซูบิชิได้ประกาศปิดเหมืองบนเกาะฮาชิมะ เนื่องจากพลังงานถ่านหินไม่เป็นที่ต้องการของญี่ปุ่นอีกต่อไป โดยหันไปให้ความสำคัญกับพลังงานน้ำมันแทน ซึ่งหลังการปิดตัว แรงงานทั้งหมดจึงอพยพออกจากพื้นที่และปล่อยให้เกาะแห่งนี้เป็นเกาะร้าง ที่ไม่มีแม้กระทั่งต้นไม้หรือดอกไม้ขึ้นอยู่ มีก็แต่เพียงไม้ล้มลุกขนาดเล็กเท่านั้น
ปัจจุบัน ทางการญี่ปุ่นพยายามที่จะผลักดันให้เกาะฮาชิมะเป็นมรดกโลก โดยยื่นเรื่องไปยังองค์การยูเนสโก แต่กลับถูกทางการเกาหลีใต้คัดค้าน เพราะมองว่าเกาะฮาชิมะ คือบาดแผลสงครามที่ยังหลงเหลืออยู่ และทำให้ชาวเกาหลีใต้และชาวจีน รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้ง ที่มีการกล่าวถึงเกาะนี้
แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า เกาะฮาชิมะสมควรจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือไม่ แต่ปัจจุบันเกาะนี้ก็มีชื่อเสียงอย่างมากจากการถูกนำไปใช้เป็นฉากจำลองในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ Skyfall จนทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น
เกาะฮาชิมะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมเมื่อ 4 ปีก่อน แต่จนถึงตอนนี้ มีนักท่องเที่ยวไม่มากที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวนี้ เพราะทางการญี่ปุ่นจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ทำให้แต่ละปีมีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้มาเที่ยวที่นี่ได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น


ที่เกาะร้างแห่งนี้ในยามกลางคืน โดยเฉพาะในช่วงที่มีมรสุมหรือพายุเข้า บรรดาชาวเรือที่ผ่านไปใกล้ ได้เล่ากันมาว่า จะได้ยินเสียงร้องหวีดหวิวน่ากลัวดังอยู่ท่ามกลางสายลมและสายฝน โดยพวกเขาเชื่อกันว่า เกาะแห่งนี้กำลังร้องไห้เพราะมันทิ้งให้โดดเดี่ยวมายาวนานและกำลังโหยหาใครสักคนไปอยู่ด้วย หรือไม่เช่นนั้น เสียงร้องที่ได้ชาวเรือได้ยินก็อาจเป็นเสียงของดวงวิญญาณเหล่าเชลยศึกที่ล้มตายด้วยความทุกข์ทรมานและยังคงวนเวียนอยู่ในเหมืองบนเกาะแห่งนี้ก็เป็นได้
อีกเหตุการณ์ที่ยืนยันถึงอาถรรพ์บนเกาะแห่งนี้ เกิดขึ้นก่อนหน้าที่เกาะฮาชิมะจะถูกใช้เป็นสถานที่จำลองในการถ่ายทำภาพยนตร์ Skyfall โดยที่นี่เคยถูกใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "Battle Royale" ของผู้กำกับคินจิ ฟูกาซากุ ผู้ยืนยันว่า เกาะนี้มีอาถรรพ์
ฟูกาซากุ เปิดเผยว่า ในระหว่างการถ่ายทำได้พบสิ่งผิดปกติอยู่ตลอดเวลา เช่นพบคนอื่นที่ไม่ใช่ทีมงานถูกถ่ายติดเข้ามาในฉาก หรือฟิล์มเสียทั้งๆ ที่เพิ่งใช้งาน ทว่าเหตุการณ์ที่ขวัญผวาที่สุด จนทำให้กองถ่ายต้องหยุดพักเป็นสัปดาห์ ก็คือ ชิอากิ คูริยามา นักแสดงหญิงคนหนึ่ง ซึ่งรับบทเป็นนักเรียนได้ถูกบางสิ่งบางอย่างครอบงำตัวเธอ


ที่เกาะร้างแห่งนี้ในยามกลางคืน โดยเฉพาะในช่วงที่มีมรสุมหรือพายุเข้า บรรดาชาวเรือที่ผ่านไปใกล้ ได้เล่ากันมาว่า จะได้ยินเสียงร้องหวีดหวิวน่ากลัวดังอยู่ท่ามกลางสายลมและสายฝน โดยพวกเขาเชื่อกันว่า เกาะแห่งนี้กำลังร้องไห้เพราะมันทิ้งให้โดดเดี่ยวมายาวนานและกำลังโหยหาใครสักคนไปอยู่ด้วย หรือไม่เช่นนั้น เสียงร้องที่ได้ชาวเรือได้ยินก็อาจเป็นเสียงของดวงวิญญาณเหล่าเชลยศึกที่ล้มตายด้วยความทุกข์ทรมานและยังคงวนเวียนอยู่ในเหมืองบนเกาะแห่งนี้ก็เป็นได้
อีกเหตุการณ์ที่ยืนยันถึงอาถรรพ์บนเกาะแห่งนี้ เกิดขึ้นก่อนหน้าที่เกาะฮาชิมะจะถูกใช้เป็นสถานที่จำลองในการถ่ายทำภาพยนตร์ Skyfall โดยที่นี่เคยถูกใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "Battle Royale" ของผู้กำกับคินจิ ฟูกาซากุ ผู้ยืนยันว่า เกาะนี้มีอาถรรพ์
ฟูกาซากุ เปิดเผยว่า ในระหว่างการถ่ายทำได้พบสิ่งผิดปกติอยู่ตลอดเวลา เช่นพบคนอื่นที่ไม่ใช่ทีมงานถูกถ่ายติดเข้ามาในฉาก หรือฟิล์มเสียทั้งๆ ที่เพิ่งใช้งาน ทว่าเหตุการณ์ที่ขวัญผวาที่สุด จนทำให้กองถ่ายต้องหยุดพักเป็นสัปดาห์ ก็คือ ชิอากิ คูริยามา นักแสดงหญิงคนหนึ่ง ซึ่งรับบทเป็นนักเรียนได้ถูกบางสิ่งบางอย่างครอบงำตัวเธอ


ขอบคุณ>>komkid
{[['']]}

การคล้องช้างอันยิ่งใหญ่ต้อนรับเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ



เป็นหนึ่งในบางตอน ของหนังสือชุด "ศาสตร์แห่งการจับช้างของชาวสยาม" 
อัษฎางค์ ชมดี และคณะ ได้เรียบเรียงขึ้นจากเอกสารและการพบปะพูดคุยกับผู้รู้ในพื้นที่ต่างๆ ในหลายปีที่ผ่านมา
ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ สมาคมเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกก่อตั้งได้ ๑๘ ปี นิตยสารของสมาคม ฉบับที่ ๑๒ ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๙ (ค.ศ.๑๙๐๖) ได้พิมพ์เผยแพร่สารคดีและภาพถ่ายประเทศสยามเป็นครั้งแรก (ขณะนั้นนิตยสารราคาเล่มละ ๒๕ เซ็นต์) สารคดีเรื่องนั้นชื่อว่า "The Greatest Hunt in the World" หรือ "การคล้องช้างอันยิ่งใหญ่" บันทึกถ้อยคำโดย "อีไลซา รูหะเมาะห์ สกิดมอร์" (Eliza Ruhamah Scidmore) กล่าวถึงเรื่องราวการคล้องช้างที่เพนียดอันยิ่งใหญ่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๕
อีไลซา รูหะเมาะห์ สกิดมอร์ จรดปากกาเขียนบันทึกด้วยอาการตื่นตะลึงในสิ่งที่ได้พบเห็น
การล่าสัตว์หรือการไล่ต้อนสัตว์ใดทั้งปวงมิอาจเทียบการคล้องช้างของพระเจ้ากรุงสยาม การคล้องช้างเป็นธรรมเนียมโบราณของเมืองสยามที่มากสีสัน แม้วันเวลาล่วงมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ แต่ก็ยังคล้องช้างตามแบบแผนโบราณ เป็นที่โปรดปรานของบรรดาราชสำนักชาวพระนคร และชาวบ้านที่พำนักอยู่ริมน้ำรายรอบกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา แม้พระเจ้ากรุงสยามจะเคยรับสั่งให้คล้องช้างปีละครั้ง แต่ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงสยามพระองค์นี้ว่างเว้นไปบ้าง เนื่องจากทรงเสด็จประพาสยุโรปด้วยพลานามัยไม่สมบูรณ์ และความวุ่นวายในกรณีพิพาทกับอินโดจีนฝรั่งเศส
สยามกำลังเร่งรัดพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัย ความเจริญก้าวหน้าและการเกษตรสมัยใหม่ การขยายเส้นทางรถไฟและการชลประทานได้เปลี่ยนป่าดงกลับกลายเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ เสียงหวูดรถไฟแผดสะท้านกลบเสียงร้องคำรามของช้างป่า และขับไล่ช้างป่ากระเจิงเข้าป่าลึกไป
เมื่อล่วงถึงปี พ.ศ.๒๔๔๕ เมืองสยามมีทั้งรถยนต์และรถม้าจากอังกฤษ ที่หน้าพระบรมมหาราชวังก็จัดตั้งปืนกลแบบญี่ปุ่น ช้างในงานราชการมีไว้เพียงประดับพระเกียรติยศ การใช้ช้างคงมีเพียงงานชักลากไม้ออกจากป่าและสำรวจเส้นทางทุรกันดารตามป่าเขา เนื่องจากช้างมีพละกำลังมหาศาลและฉลาดหลักแหลมกว่าเครื่องจักรกลของชาวอเมริกัน
การคล้องช้างครั้งนั้นจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๕ ที่เพนียดหลวงพระนครศรีอยุธยา อดีตราชธานีของสยาม เพื่อความสำราญในพระราชหฤทัยในวโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จนิวัติพระนครหลังทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และทรงเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกา การคล้องช้างครั้งนั้นเป็นที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก
ก่อนวันคล้องช้างหลายสัปดาห์ พนักงานกรมช้างออกไปไล่ต้อนช้างป่ามาจากทางเหนือและทางตะวันออก มีช้างต่อโอบล้อมช้างป่ามาราวสองสามร้อยตัว แล้วต้อนมาทางริมน้ำรอข้ามลำน้ำเพนียดไปยังเพนียดหลวง
พระเจ้ากรุงสยาม เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรมที่พระราชวังบางปะอิน พร้อมกับทูตและแขกชาวต่างประเทศ แล้วเสด็จฯ ไปอยุธยาด้วยเรือครอบประทุนอันสะดวกสบาย ชาวกรุงเทพฯ โดยสารรถไฟไปกันแน่นขนัด ชาวบ้านที่พำนักอยู่ริมน้ำพายเรือมาตามลำน้ำลำคลองมุ่งหน้าสู่เพนียดหลวง กรุงเก่าอยุธยาที่เงียบสงัดวังเวงกลับครึกครื้นคล้ายเมื่อครั้งเคยเป็นราชธานีอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชีย
เจ้าพนักงานกรมช้างต้อนโขลงช้างออกจากป่าดงลงน้ำในคลองเพนียด เรือนับร้อยลอยลำทอดระยะห่างจากโขลงช้างลงเล่นน้ำด้วยหวั่นเกรงอันตราย เมื่อช้างป่านับร้อยลงเล่นน้ำครึกโครม ฝูงคนก็โห่ร้องตะโกนจนช้างป่าแตกตื่นร้องคำรามก้อง บางตัวสะบัดงวงพ่นน้ำท่าทางน่ากลัว รายรอบโขลงช้างป่ามีช้างต่อยืนขนาบล้อมป้องกันช้างป่าแตกโขลงหนี ช้างต่อยืนส่ายงาไปมาและโบกสะบัดใบหู เมื่อได้สัญญาณ ช้างต่อก็ต้อนโขลงช้างป่าเดินผ่านทุ่งหญ้าเข้าเพนียด
เพนียดจัดทำเป็น ๒ ชั้น ชั้นนอกก่อเชิงเทินเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนา ๖ ศอกมั่นคงแข็งแรง ด้านในปักเสาไม้ซุงสูง ๑๒ ฟุต รัดด้วยเหล็กแน่นหนา ระหว่างเสาไม้ซุงเว้นช่องเพียงให้ชาวสยามร่างบางเล็ดลอดหลบจากเพนียดได้ทันหากถูกช้างไล่
พระที่นั่งสำหรับทอดพระเนตรและให้บรรดาทูตและแขกชาวต่างประเทศทอดทัศนาการคล้องช้างปลูกคร่อมเชิงเทินด้านตะวันตกของเพนียด พระเจ้ากรุงสยามโปรดฉายพระรูป จึงให้สร้างพลับพลาขึ้นอีกด้าน เนื่องจากทิศตะวันตกเป็นทำเลไม่เหมาะกับการตั้งกล้องถ่ายรูป ที่พลับพลามีกล้องใหญ่น้อยหลายตัว พระเจ้ากรุงสยามทรงฉายภาพในเพนียดและทูตที่ทรงคุ้นเคยเป็นที่สำราญพระราชหฤทัย ผู้ที่มาชมการคล้องช้างมีกล้องถ่ายรูปมาด้วยแทบทั้งนั้น แต่ไม่มีผู้ใดกล้าถ่ายภาพพระเจ้ากรุงสยามและพระบรมวงศานุวงศ์ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการหรือบัญชา อันเป็นธรรมเนียมที่ยังคงยึดถือปฏิบัติกันอยู่แม้ในยุคที่สยามกำลังพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัย
เมื่อโขลงช้างป่าเดินตามปีกกามาถึงทางเข้าเพนียดก็แตกตื่นเบียดเสียดส่งเสียงร้องอึงอล เนื่องจากต้องเดินเข้าประตูทีละตัว แม้ปิดประตูแล้ว แต่ช้างต่อยังต้องช่วยพยุงช้างป่าที่เจ็บให้เดินต่อ และงัดช้างป่าที่ล้มตายให้พ้นทาง การคล้องช้างทุกครั้งมักมีช้างป่าถูกเบียดจนถึงซี่โครงหัก หรือไม่ก็ล้มตายเสมอ เป็นเพราะว่าระหว่างเดินเข้าประตูซองช้างป่าเบียดเสียดกันปั่นป่วนวุ่นวาย ตัวที่เล็กกว่ามักบาดเจ็บหรือล้มตาย
ภายหลังช้างป่าเข้าเพนียด หมอช้างขึ้นช้างต่อคัดช้างป่าลักษณะดีแล้วคล้องเชือกบาศผูกหลักไว้ กรมช้างจะเลือกช้างป่าไว้หัดใช้งานหลวงจำนวนไม่มากนัก ที่เหลือเป็นช้างงานลากซุงและเดินป่าสำรวจ
ช้างป่าและช้างต่อปะปนกันอยู่ในเพนียด แต่จำแนกช้างป่าจากช้างต่อได้ไม่ยาก ช้างต่ออ้วนท้วนสมบูรณ์ สงบเสงี่ยมเชื่อฟังหมอช้าง ขยับเคลื่อนไปทางใดก็คล่องแคล่ว ส่วนช้างป่าค่อนข้างผอมโซ บางตัวมีราขึ้นบนหนังเป็นด่างดวงน่าสังเวช แต่ช้างเหล่านี้หากเลี้ยงดูชุบชูให้ดี เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็อ้วนท้วนงดงามและเชื่องเชื่อ
ชาวสยามชำนาญการดูลักษณะช้าง ใครหลายคนที่ยืนอยู่ข้างเพนียดโจษจันเกี่ยวกับช้างเอ็ดอึง ช้างงามต้องตามตำราผิวหนังงดงามไร้ริ้วรอยบาดแผล รอยย่นบนผิวหนังเป็นลายสม่ำเสมอ สีผิวยิ่งอ่อนจางยิ่งงดงาม เล็บเท้าควรมีสีดำ หางต้องไม่แหว่งหรือขาด ช้างดีที่เหมาะกับการเป็นพาหนะเดินทางต้องมีจังหวะการก้าวเท้าสม่ำเสมอ ช้างลักษณะไม่ดีจะถูกต้อนออกจากเพนียดกลับคืนป่า
หลังจากคัดเลือกช้างตามต้องการแล้ว กรมช้างก็ใช้เชือกบาศคล้องช้างป่าผูกไว้กับหลัก บางตัวแม้ถูกโยงกับหลักก็ยังดิ้นหลุดออกมาได้ ตัวที่หลุดตื่นคะนองทำท่าจะกระโจนเข้าใส่คน กรมช้างต้องโขยกช้างต่อโจนเข้าขวางปะทะกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝูงคนดูโห่ร้องดังก้องไปทั้งเพนียด
เมื่อคล้องช้างป่าได้ตามต้องการ กรมช้างก็ต้อนช้างป่าที่เหลือไปปล่อยให้กินหญ้ากินน้ำก่อนจะปล่อยกลับคืนป่า พระเจ้ากรุงสยามเสด็จฯ กลับทางเรือ ฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศชุดขาวสะอ้าน ทรงเร่งฝีพระบาทยามเสด็จพระราชดำเนิน พนักงานกางพระกลดต้องรีบก้าวเท้าตามให้ทัน ชาวสยามคุกเข่าถวายบังคมกันถ้วนหน้า ทูตหลายคนชื่นชมพระบารมีพระเจ้ากรุงสยามว่ามีพระวรรณะงดงามเป็นสง่าราศี บางคนพูดว่าทรงเป็นบุรุษรูปงามที่สุดในเอเชีย
เมื่อพระเจ้ากรุงสยามเสด็จฯ กลับแล้ว ชาวสยามที่ดูการคล้องช้างด้วยความสำราญก็หยิบหมากคำใหม่ใส่ปากเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์ ลุกขึ้นยืนจัดผ้านุ่งให้เรียบร้อย บางคนเดินลุยน้ำกลับ บางคนลงเรือแล้วจ้ำพายกลับ กรุงเก่าอยุธยาที่ครึกครื้นด้วยผู้คนล้นหลามก็พลันกลับกลายเป็นชุมชนริมน้ำใกล้กับวัดร้างกลางป่าเช่นเดิม
{[['']]}

Translate

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. tonfolk-trick - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger